ชาวนาโคราชค้านแรง! รมว.เกษตรฯ เสนอซื้อรถเกี่ยว-รถแทร็กเตอร์ EV คันละ 16 ล้านบาท ชี้ หลงทาง ช่วยเกษตรกรไม่ตรงจุด แนะหยุดทบทวน หันไปพยุงราคาข้าว แก้ปุ๋ย-น้ำมันแพง ได้ประโยชน์มากกว่า
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม จากกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาลเรื่องการจัดซื้อ “รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า คันละ 16 ล้านบาท” จนนำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงนี้ ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า เป็นความคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร เนื่องจากโครงการที่นำเสนอไม่ใช่รถเกี่ยวข้าวแต่เป็นรถแทร็กเตอร์ EV สำหรับไถเตรียมดิน จำนวน 2,543 คัน ราคาเฉลี่ยประมาณ คันละ 1.6 ล้านบาท ไม่ใช่ 16 ล้านบาท อย่างที่เป็นกระแสวิพากษ์ และจะนำไปติดตั้งเพื่อกระจายการใช้งานตามศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศเพื่อเป็นบริการสาธารณะให้ชาวนาเข้ามาใช้งาน จะได้ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และยังเป็นการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำสำหรับเพิ่มมูลค่าข้าวด้วย
ซึ่งแม้โครงการดังกล่าว ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และการพิจารณารายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ โดยต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบราคาอย่างละเอียดจากคณะกรรมการอีกหลายชั้นตามกฎหมายก่อน เพื่อให้เกิดความความโปร่งใสและคุ้มค่าสูงสุดต่อภาษีประชาชน แต่ในมุมของเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวนี้


อย่างเช่น นายมงกุฎ สิทธิค้า อายุ 69 ปี ชาวนา หมู่ 16 ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา บอกว่า “ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องและไม่ตรงจุด เนื่องจากประเทศไทยมีรถเกี่ยวให้บริการจำนวนมากพออยู่แล้ว สิ่งที่เกษตรกรต้องการจริงๆ ในตอนนี้ ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนรถเกี่ยวหรือรถแทร็กเตอร์ไถเตรียมดิน ชาวนาไม่ต้องการหรอก ทางที่ดีควรหาทางอื่นช่วยชาวนาจะดีกว่าซื้อรถเหล่านี้
โดยรัฐควรหันมาเน้นแก้ปัญหาที่ต้นตอที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงจะดีกว่า ซึ่งก็คือ แก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง ทำอย่างไรให้ราคาน้ำมันแพงลดลง เพราะน้ำมันคือปัจจัยหลักในการทำเกษตรกรรม และหาแนวทางทำให้ราคาปุ๋ยลดต่ำลงด้วย เพราะต้องใช้ปุ๋ยเป็นจำนวนมากในการเพาะปลูก นอกจากนี้ เรื่องการพยุงราคาสินค้าเกษตร อยากให้รัฐบาลหามาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้าว นา อ้อย มันสำปะหลัง หรือผลไม้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน แทนที่จะนำงบประมาณไปจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวหรือรถไถเตรียมดิน
ฝากไปถึงรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ทบทวนคิดให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้ เพราะชาวนาเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลังของชาติ” หากรัฐบาลดำเนินนโยบายผิดพลาด สวนทางกับความต้องการที่แท้จริง ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงคือเกษตรกรเหมือนเดิม จึงอยากให้ล้มเลิกความคิดเรื่องดังกล่าวนี้ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์จริง ขอใช้เสียงนี้เป็นตัวแทนของเกษตรกรส่งเสียงสะท้อนไปถึงรัฐบาลขอให้เปลี่ยนมาช่วยเหลือลดต้นทุนปัจจัยการผลิตหลัก ทั้งราคาน้ำมัน ค่าปุ๋ย และการพยุงราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน จะตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องมากกว่า”

ด้าน นายวิโรจน์ ประคองค้า อายุ 67 ปี ชาวนาบ้านใหม่สามัคคี หมู่ 16 ต.ในเมือง อ.พิมาย เป็นชาวนาอีกรายที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องการซื้อรถ EV คันละ 16 ล้านบาท มาช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร ว่า “ตนทำการเกษตรมาหลายปี และรู้เรื่องปัจจัยการผลิตที่รัฐบาลหลายยุคสมัยได้ให้การช่วยเหลือ โดยเรื่องที่มีการเสนอจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV หรือจะซื้อรถแทร็กเตอร์ EV ไว้ไถเตรียมดิน คันละ 16 ล้านบาทก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐสนับสนุนให้เป็นทรัพย์สินของส่วนกลาง หมู่บ้านละ 1 คัน หรือตำบลละ 1 คัน
เนื่องจากที่ผ่านมา บริหารจัดการและดูแลรักษายาก สุดท้ายมักจะพังเสียหายและกลายเป็นเศษเหล็กในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากขาดงบประมาณมาดูแลซ่อมแซม ถ้าจะช่วยจริงๆ อยากให้เปลี่ยนมาเป็นช่วยปัจจัยการผลิตโดยตรงจะดีกว่า เช่น สนับสนุนค่าปุ๋ย ค่าไถ หรือการชดเชยราคาปุ๋ยและน้ำมันที่ตอนนี้มีราคาแพงขึ้น เพราะเกษตรกรในประเทศตอนนี้ต่างแบกรับภาระต้นทุนการผลิตอย่างหนักกันทั้งนั้น เนื่องจากปุ๋ยเคมีมีราคาสูง ตกกระสอบละพันกว่าบาท แต่ข้าวนาปีกลับราคาตกต่ำ กิโลกรัมละ 6 บาทเท่านั้น ปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 5 บาทด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ต้นทุนน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินช่วยเหลือหรือรายได้ที่ได้รับไม่คุ้มทุนและไม่เพียงพอ ถ้าจะช่วยจริงๆ ก็อยากให้หันมาสนับสนุนค่าปุ๋ย ลดค่าน้ำมัน หรือมีมาตรการช่วยเหลือประกันราคาพื้นที่เพาะปลูกในอัตราเดิมหรือเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้กับเกษตรกรจะดีกว่า”




