ประธานปิดทองหลังพระฯ แนะถอดบทเรียนแนวพระราชดำริในหลวง สองมหาราช ร.5,ร.9 ปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหาประชาชน ป้องขัดแย้งบานปลาย ชี้ระบบราชการต้องก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน กระจายอำนาจและทรัพยากรจากส่วนกลางลงสู่จังหวัด พร้อมเสนอแนวคิดยกระดับการบริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จที่จังหวัดไม่ต้องส่งเรื่องเข้าส่วนกลา จัดตั้ง “ศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด” เตือนหากเศรษฐกิจปากท้องย่ำแย่ ความเชื่อมั่นรัฐลด ปัญหาความไม่เป็นธรรมไม่ได้แก้ไข อาจนำไปสู่ชุมนุมขนาดใหญ่ได้
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ วิทยาลัยมหาดไทย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “ประสบการณ์นักบริหารในการบริหารจัดการความขัดแย้ง” ให้แก่ข้าราชการที่เข้าศึกษาอบรมหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการระดับบริหารกลางของกระทรวงมหาดไทยตำแหน่ง นายอำเภอ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด พัฒนาการจังหวัด และหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เป็นต้น รวมทั้งมีข้าราชการจากส่วนราชการอื่นและรัฐวิสาหกิจด้วยรวม 75 คน
นายกฤษฎาได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างประสิทธิภาพของระบบราชการกับการป้องกันความขัดแย้งในสังคมว่า หากหน่วยงานของรัฐไม่สามารถดูแลช่วยเหลือประชาชนหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ย่อมมีโอกาสก่อให้เกิดความไม่พอใจ การร้องเรียน และความขัดแย้งที่ขยายตัวได้

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือระบบราชการของเราในปัจจุบันที่การทำงานที่ยังยึดติดกับอำนาจหน้าที่ งบประมาณ และสายการบังคับบัญชาของหน่วยงานตนเองมากกว่าการบูรณาการข้ามหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน หรือที่เรียกว่า “Silo Governance” ขณะเดียวกัน แม้หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดต่างๆ
จะมีตำแหน่งสูงขึ้น แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจอย่างจำกัด เนื่องจากอำนาจสำคัญยังคงรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ขณะที่ราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิดประชาชนกลับมีอำนาจและทรัพยากรไม่เพียงพอในการจัดการปัญหาในพื้นที่
เมื่อประชาชนประสบความเดือดร้อน แต่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ความเชื่อมั่นต่อภาครัฐในฐานะที่พึ่งของประชาชนย่อมลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว ดังนั้น การปรับปรุงระบบราชการให้สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นแนวทางสำคัญประการหนึ่งในการลดหรือแก้ไขความขัดแย้งทางสังคมได้
แนะถอดบทเรียน ร.5 และ ร.9 สู่การพัฒนาระบบราชการยุคใหม่
นายกฤษฎากล่าวว่า ในการประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการกล่าวถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับความเพียรพยายามและความร่วมมือกันในการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงเสนอว่าผู้บริหารภาครัฐควรถอดบทเรียนจากพระราชกรณียกิจ หลักการทรงงาน และแนวพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ไทยสองมหาราชได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือสมเด็จพระปิยมหาราช และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศในปัจจุบัน

บทเรียนจากรัชกาลที่ 5: ปฏิรูปโครงสร้างรัฐเพื่อความเป็นเอกภาพและความมั่นคง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามเผชิญภัยคุกคามจากการขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก พระองค์จึงทรงริเริ่มการปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ เพื่อพัฒนาสยามให้เป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีระบบบริหารจัดการอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ
พระราชกรณียกิจสำคัญ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนระบบบริหารราชการแบบเดิมที่เป็นระบบ เวียง วัง คลัง นา
ไปสู่การจัดตั้งกระทรวงต่าง ๆ โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพระคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนการปฏิรูปการปกครองท้องที่ ผ่านระบบมณฑลเทศาภิบาล เพื่อให้ส่วนกลางสามารถกำกับดูแลการบริหารราชการตั้งแต่มณฑล จังหวัด อำเภอ ตำบล ไปจนถึงหมู่บ้านได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังทรงดำเนินการเลิกทาสอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อลดผลกระทบและแรงต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเดิม พร้อมทั้งส่งพระราชโอรสและบุตรหลานของเจ้านายและขุนนางไปศึกษาในยุโรป เพื่อนำความรู้สมัยใหม่กลับมาพัฒนาประเทศและปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่
บทเรียนสำคัญจากการปฏิรูปในรัชกาลที่ 5 คือ การปรับโครงสร้างและระบบบริหารราชการให้ทันต่อสถานการณ์ การกำหนดอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน การพัฒนาบุคลากร และการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่ประเทศ
บทเรียนจากรัชกาลที่ 9: ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง แก้ปัญหาให้ตรงกับภูมิสังคม
สำหรับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาของพระองค์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ โดยทรงยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรสภาพปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ก่อนพระราชทานแนวทางและโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ สังคม และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ หรือที่เรียกว่า “ภูมิสังคม”
พระองค์ยังทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง ในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งศึกษา ทดลอง และสาธิตแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยบูรณาการความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดิน ชลประทาน ประมง และสาขาอื่น ๆ ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และเข้าถึงบริการได้อย่างครบวงจรในสถานที่เดียว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักคิดสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การพัฒนาที่ต้องเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช้แนวทางเดียวกับทุกพื้นที่อย่างไม่คำนึงถึงความแตกต่าง (No One-Size-Fits-All) และการบูรณาการหน่วยงานเพื่อให้บริการอย่างครบวงจร ณ จุดเดียว (One Stop Service)ซึ่งเห็นว่า หลักการดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิรูประบบราชการในปัจจุบัน โดยมุ่งให้ประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ลดขั้นตอน และไม่ต้องติดต่อหน่วยงานหลายแห่งเพื่อขอรับบริการเรื่องเดียวกัน

เสนอจัดตั้ง “ศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด”
จากบทเรียนของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ได้เสนอแนวทางปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยยกระดับการบริหารจัดการจากการทำงานแยกส่วนของแต่ละหน่วยงาน ไปสู่การทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1. ยกระดับคณะกรรมการจังหวัดเป็นศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด
เสนอให้ยกระดับคณะกรมการจังหวัดเป็น “ศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานในจังหวัดเป็นกรรมการ ยกเว้นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ศาลและอัยการ หน่วยงานทหาร และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยมีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดทำหน้าที่เลขานุการ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางและแก้ไขปัญหาของประชาชนให้แล้วเสร็จในระดับจังหวัดภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดนี้สามารถศึกษาเทียบเคียงกับประสบการณ์การบริหารจัดการของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีศูนย์กลางประสานงานและการตัดสินใจในระดับพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถดำเนินงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
2. กระจายอำนาจอนุมัติ อนุญาต และบริการประชาชนสู่จังหวัด
เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มอบอำนาจให้หน่วยงานระดับจังหวัดพิจารณาอนุมัติ อนุญาต และดำเนินการด้านบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ภายในขอบเขตอำนาจที่กฎหมายกำหนด พร้อมลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม
3. นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาสนับสนุนการบริหาร
เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีบทบาทสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารราชการระดับจังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
4. กำหนดหลักการทำงานแบบบูรณาการ “4 ร่วม” (4 Shares)
เสนอให้กำหนดระเบียบการว่าด้วยการทำงานแบบบูรณาการระดับจังหวัด โดยใช้หลักการ “4 ร่วม” เพื่อให้ส่วนราชการร่วมกันใช้ทรัพยากรและขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย การร่วมวางแผนงาน การร่วมใช้และบริหารงบประมาณ การร่วมจัดระบบการทำงาน และการร่วมใช้ทรัพยากร โดยกำหนดความรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ชัดเจน ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลที่ตรวจสอบได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
5. ปรับโครงสร้างหน่วยงานส่วนกลางในพื้นที่ให้มีเอกภาพ
เสนอให้ทบทวนการจัดตั้งและโครงสร้างของหน่วยงานส่วนกลางที่มีสำนักงานอยู่ในพื้นที่จังหวัด ซึ่งใช้ชื่อว่า สำนัก เขต หรือภาค โดยพิจารณาปรับโครงสร้างหรือบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการส่วนภูมิภาคตามความเหมาะสม พร้อมปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารราชการมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และสนับสนุนการให้บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จในระดับจังหวัดหรือพื้นที่
นายกฤษฎากล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐทำงานร่วมกันได้จริง ลดข้อจำกัดจากการรวมศูนย์อำนาจ และเพิ่มขีดความสามารถของจังหวัดในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยยังคงอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม ความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้
เตือนจับตาปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นรัฐ ปัจจัยเสี่ยงต่อการชุมนุมขนาดใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงถาม-ตอบ มีผู้เข้ารับการอบรมสอบถามถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศฝรั่งเศสและประเทศยุโรปบางประเทศ ตลอดจนโอกาสที่ประเทศไทยจะเผชิญการชุมนุมขนาดใหญ่และความรุนแรงในลักษณะใกล้เคียงกัน
นายกฤษฎากล่าวว่า การประเมินสถานการณ์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน ประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล โดยในกรณีฝรั่งเศส ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การจ้างงาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจสาเหตุของการชุมนุมในแต่ละประเทศจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมประกอบกันด้วย
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีโครงสร้างทางสังคมและบริบททางการเมืองแตกต่างจากฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ควรมองข้ามความเป็นไปได้ที่ปัญหาเศรษฐกิจและความไม่พอใจของประชาชนจะสะสมจนกลายเป็นแรงกดดันทางสังคม โดยเฉพาะเมื่อปัญหาค่าครองชีพ ภาระหนี้ และรายได้ของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลลดลง
สิ่งที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรืออัตราเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าประชาชนรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของตนดีขึ้นหรือแย่ลง และเชื่อมั่นหรือไม่ว่ารัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาให้แก่พวกเขาได้อย่างจริงจังและเป็นธรรม
หากปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับความไม่ไว้วางใจทางการเมือง ข้อกังวลเกี่ยวกับการทุจริต และความรู้สึกว่ากลไกของรัฐเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ความไม่พอใจที่สะสมอาจขยายตัวได้ โดยเฉพาะหากมีเครือข่ายหรือกลไกที่สามารถระดมประชาชนออกมาเคลื่อนไหวได้
ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถลดภาระหนี้ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ ยกระดับบริการสาธารณะ และแสดงให้ประชาชนเห็นผลการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและเป็นธรรม ก็จะช่วยลดแรงกดดันทางสังคม และลดโอกาสที่ความไม่พอใจจะพัฒนาไปสู่การชุมนุมขนาดใหญ่ได้
นายกฤษฎากล่าวว่า การป้องกันความขัดแย้งไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเกิดการชุมนุมแล้วเท่านั้น แต่ควรเริ่มจากการทำให้ระบบราชการเป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร กระจายอำนาจและทรัพยากรอย่างเหมาะสม บูรณาการการทำงานของหน่วยงาน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
การน้อมนำบทเรียนจากการปฏิรูปประเทศในรัชกาลที่ 5 และหลักการทรงงานด้านการพัฒนาของรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน






