แฉแหลกอีก! อดีตเลขา ผอ.อมเงินโรงเรียนเอาไปเป็นของส่วนตัว เปิดบัญชีใช้จ่ายแต่ละวัน
นางสุรณี กัลยารัตนกุล หรือครูต้อย อายุ 64 ปี อดีตครูเกษียณราชการ และอดีตเลขาส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองลำปาง ยังคงแฉแหลกเอกสารหลักฐานการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำวันให้กับผู้อำนวยการคนดังกล่าว ที่มีเงินสะพัดออกไปกว่า 42 ล้านบาท เผยใช้เงินมือเติบขึ้นเรื่อยๆ จนชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก แม้แต่ตนเองก็ต้องควักเนื้อช่วยกว่า 3 ล้านบาท โดยการนำทรัพย์ไปจำหน่าย เพราะหากไม่ช่วยผู้อำนวยการคนดังกล่าว ก็ขู่ว่าจะยุบสำนักงานเลขานุการผู้อำนวยการของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งก็จะทำให้เด็กที่ทำงานด้วยรวม 4 คน ไม่มีงานทำ และหนี้ที่มีอยู่นั้น ตนเองก็ต้องรับเอง แต่หากยังทำอยู่ก็เอาเงินที่เข้ามาทยอยชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ และหนี้ที่มีอยู่ได้ ครูต้อยจึงต้องก้มหน้าทำตามจนถึงที่สุด ส่งผลทำให้เจ้าหนี้รุมจนเครียด เมื่อนำเรื่องแจ้งผู้อำนวยการคนดังกล่าวก็ไม่สนใจแถมยังด่าหนัก และไม่ให้เข้าพบอีกเลยในช่วงนั้น และไม่มาทำงานที่โรงเรียน ทำให้ครูต้อยรับหน้าแทนทั้งหมด จนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจลาออก และนำเรื่องดังกล่าวออกมาร้องทุกข์ต่อสื่อมวลชนใน จ.ลำปาง เพื่อร้องขอความเป็นธรรม
ล่าสุดหลังจากเรื่องนี้เป็นข่าว และโด่งดังออกไป จนเป็นที่สนใจของประชาชน ทางครูต้อยยังออกมาแฉอีกว่า ทางสำนักงานผู้อำนวยการ มีหน้าที่รับเงินจากส่วนต่างของโรงเรียน แยกต่างหากจากการเงินของโรงเรียน ซึ่งคิดว่าเป็นข้อตกลงของผู้บริหารที่ทุกคนในโรงเรียนทราบ และยินยอมให้ผู้อำนวยการคนดังกล่าวใช้เงินก้อนนี้จากรายการต่างๆ จึงไม่มีใครสอบถาม หรือทักท้วงใดๆ ส่วนผู้ปกครองนักเรียนไม่ทราบเรื่องเงินที่จ่ายให้กับบุตรหลานที่มาเรียน เพราะไม่รับทราบว่าเงินที่จ่ายไปนั้น เข้าไปยังสำนักงาน และนำไปใช้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเลย ส่วนรายรับต่างๆ แยกเป็นรายการดังนี้ 1.รายรับรายปี คือ ค่าเทอมเด็กนักเรียนในชั้นเตรียมอนุบาล หรือเนิร์สเซอรี่ มีทั้งหมด 3 ห้องเรียน คือห้อง EP 1 ห้อง ปีละ 41,250 บาทต่อคน ห้องเรียนธรรมดา 2 ห้อง ปีละ 23,250 บาทต่อคน
2.รายรับที่ได้เป็นรายวัน คือ รายได้จากค่าเช่าพื้นที่จำหน่ายอาหารในโรงอาหาร โดยทางการเงินของโรงเรียนต้องแบ่งเข้าสำนักงานผู้อำนวยการ 50%, 3.รายรับที่ได้เป็นรายเดือน คือ รายได้จากการสอนพิเศษตามโครงการฝากลูกไว้กับครู (ช่วงหลังเลิกเรียน) โดยครูผู้สอนต้องจ่ายรายได้จากการสอนให้สำนักงานผู้อำนวยการห้องละ 10 คนๆ ละ 500 บาท หรือห้องละ 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีห้องเรียนทั้งสิ้น 60 ห้อง , 4.ค่าสอนพิเศษช่วงซัมเมอร์ คือ เดือนเมษายน มีรายได้ 25,000 บาท และเดือนตุลาคมมีรายได้ 20,000 บาท โดยชั้นเตรียมอนุบาลทางสำนักงานผู้อำนวยการจะต้องเก็บล่วงหน้า พร้อมค่าเทอมรายปี ส่วนเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 1 และ ป.1 จะจ่ายเมื่อถึงเวลาเรียน, 5.รายได้จากเงินทอนจากเอกชนที่เข้ามาเหมาทำอาหารกลางวันเด็กนักเรียน สัปดาห์ละประมาณ 41,000 บาท และ 6.รายได้จากค่าบริการลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำคนละ 20 บาท (ทุกคน)
ครูต้อยได้แฉรายจ่ายของผู้อำนวยการคนดังกล่าว ที่นำเงินรายรับข้างต้นมาใช้ส่วนตัว ว่าแทบทุกวันจะมีรายจ่ายอยู่ตลอด ดังนี้ 1.ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้อำนวยการคนดังกล่าว รวมถึงบุคคลในครอบครัว และคนใกล้ชิดตามที่ผู้อำนวยการคนดังกล่าวสั่ง, 2.ค่าผ่อนชำระค่ารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งพบว่ามีถึง 6 คัน ที่ต้องจ่าย ได้แก่ รถรุ่นมิวเซเว่น, คัมรี, ฟอร์จูนเนอร์, วีออส, ยาริส และรถยนต์กระบะดีแม็กซ์, 3.ชำระหนี้สินและภาระดอกเบี้ยของ ผอ.และคนในครอบครัว, ชำระค่าสาธารณูปโภคของบ้านพักอาศัย 2 หลัง, 5.ค่าซื้อของใช้รายวัน, 6. โอนเงินให้กับผู้ใกล้ชิดตามที่ผู้อำนวยการคนดังกล่าวสั่ง, 7.จ่ายค่าแรงงานคนงานก่อสร้างสำหรับการสร้างบ้านพักหลังใหญ่อลังการ 2 แห่ง, 8.จ่ายค่าแรงงานอื่นๆ รวมทั้งค่าวัสดุสำหรับงานก่อสร้างบ้านพักส่วนตัว, 9.จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวทุกวัน และในทุกสัปดาห์, 10.เงินสดติดตัวสำหรับผู้อำนวยการคนดังกล่าวตามที่ขอ, 11.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศของผู้อำนวยการคนดังกล่าว และคนในครอบครัว
ครูต้อยยังเผยอีกว่า สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้นจะต้องจ่ายออกจากสำนักงานเลขานุการผู้อำนวยการทั้งหมด สรุป คือ ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงหลับ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือต้องใช้เงินจากสำนักงานทุกบาททุกสตางค์ แม้แต่ค่าแชมพู ยาปลูกผม ค่าใส่ซองงานต่างๆ ค่าใช้จ่ายเงินพิเศษ เพื่อให้กับคนบางกลุ่ม บางคน แม้แต่รองเท้าแตะของภรรยา ยังต้องเอาจากที่นี่ ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจากรายรับบางส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นค่าต่างๆ ของเด็ก และในส่วนของรายรับที่โรงเรียนแบ่งมาให้ ตลอดจนจากบัญชีที่เห็นยังมีค่ากินลาบอาหารกลางวัน รวมถึงค่าจิปาถะที่ต้องจ่ายทุกวัน ซึ่งคงจะมีเพียงกางเกงชั้นในของผู้อำนวยการคนดังกล่าวเท่านั้น ที่ไม่ได้ซื้อให้





