เฉลิมพงศ์ จี้รบ.แก้ปัญหา ดินโคลน-หินถล่ม ถามภูเก็ตสร้างรายได้มหาศาล ทำไมคนยังต้องเสี่ยงชีวิต ประเมินเสียหายเบื้องต้น 100 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายเฉลิมพงศ์ แสงดี ส.ส.จังหวัดภูเก็ต เขต 2 เปิดเผยว่า ป่าตองดินโคลนสไลด์ หินถล่มทับบ้านเรือน ภูเก็ตเสียภาษีมหาศาล แต่ทำไมประชาชนยังต้องเสี่ยงชีวิตกับระบบเตือนภัยและระบบระบายน้ำที่ล้มเหลว
ผมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ดินโคลนถล่มและน้ำท่วมในพื้นที่ป่าตองและกมลาอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเคลียร์โคลนและหินที่ไหลลงมาบนถนนและทับบ้านเรือนและร้านค้าของประชาชน ขณะที่พื้นที่กมลายังมีน้ำท่วมขัง รอการระบายลงทะเล และยังน่ากังวลว่าหากฝนตกซ้ำ อาจเกิดดินสไลด์เพิ่มเติมได้อีก
อ่านข่าว – น้ำป่าถล่มป่าตอง ซอยนาใน 8 อ่วม โคลน-หินพัดมากับน้ำ ชาวบ้านชี้หนักสุดในรอบ 50 ปี
ความเสียหายครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกเคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ ต.กมลา เมื่อ 30 มิถุนายน 2567 ดินโคลนเข้าบ้านเรือนพี่น้องประชาชน หนักสุดที่ ต.กะรน 23 สิงหาคม 2567 มีผู้เสียชีวิต 13 ราย บาดเจ็บ 19 ราย
บ้านเรือนและที่พักเสียหายกว่า 50 หลัง และวันนี้ ต.ป่าตอง 26 ตุลาคม 2569 ดินโคลน และหินไหลลงบ้านเรือนและร้านค้า บริเวณซอยนาใน 5–8 ประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 100 ล้านบาท บ้านเรือน ร้านค้า บาร์ ร้านนวด ร้านสัก รวมถึงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ของประชาชนและนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเสียหายที่ไม่ได้ก่อขึ้นเอง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สิน

ภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ สร้างรายได้และเสียภาษีให้ประเทศมหาศาล แต่เหตุใดโครงสร้างพื้นฐานจึงยังตามไม่ทันการเติบโตของเมือง
ป่าตองเมืองท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบเตือนภัย ระบบระบายน้ำ การจัดการลำรางลำคลอง และการควบคุมสิ่งปลูกสร้างที่อาจกีดขวางทางน้ำ กลับกลายเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
เมื่อฝนตกหนัก น้ำระบายไม่ทัน ดินและหินไหลลงมาทับบ้านเรือน ประชาชนต้องรับเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่ชีวิตและทรัพย์สินของคนภูเก็ตจะตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว นักลงทุน และเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดด้วย
ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม 4 เรื่อง
1. เร่งฟื้นฟูพื้นที่ทันที จัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์หนักเพื่อเก็บกู้หิน โคลน และเศษวัสดุออกจากบ้านเรือนและร้านค้าของประชาชน พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว
2. ประกาศหลักเกณฑ์เยียวยาให้ชัดเจน ประชาชนต้องรู้ว่าจะยื่นขอความช่วยเหลือได้ที่ไหน ใช้เอกสารอะไร และใช้เวลานานเท่าไร โดยเฉพาะผู้เช่าบ้าน ผู้เช่าร้าน และผู้ประกอบการที่เช่าช่วง ซึ่งต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะความไม่ชัดเจนของเอกสารสิทธิ์หรือสัญญาเช่า
3. ตรวจสอบและจัดระเบียบทางน้ำอย่างจริงจัง สำรวจลำราง คลอง และเส้นทางระบายน้ำตั้งแต่พื้นที่สูงจนถึงทะเล ตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีอิทธิพลแค่ไหน
4. จัดทำแผนป้องกันระยะยาว ทั้งระบบเตือนภัย ระบบระบายน้ำ การป้องกันดินถล่ม และการควบคุมการพัฒนาพื้นที่บนภูเขา ต้องใช้ข้อมูลทางวิศวกรรมและสภาพพื้นที่จริง ไม่ใช่รอให้เกิดภัยพิบัติก่อนแล้วค่อยส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาแก้ปัญหา

วันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำปลอบใจหรือภาพการลงพื้นที่หลังเกิดเหตุ แต่คือเครื่องจักรที่เข้าไปช่วยเหลือ เงินเยียวยาที่เข้าถึงได้จริง และแผนป้องกันที่ทำให้ภัยพิบัติไม่เกิดซ้ำ
ภูเก็ตไม่ควรต้องรอให้เกิดความสูญเสียก่อน รัฐบาลถึงจะหันมามองเห็นปัญหา
ผมจะติดตามเรื่องการฟื้นฟู การเยียวยา และการแก้ไขระบบระบายน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะหน้าที่ของผู้แทนประชาชน ไม่ใช่แค่เข้าไปดูความเสียหาย แต่ต้องผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก
ภูเก็ตสร้างรายได้ให้ประเทศ แต่คนภูเก็ตก็ต้องได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับความเสี่ยงเพียงลำพัง


