นักวิชาการโคราช เตือน เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2569 เสี่ยงสั่นคลอนการเมืองโลก ชี้ กระทบส่งออก-กดดันภูมิรัฐศาสตร์ไทย แนะรัฐบาลรับมือวิกฤต เร่งสร้างศรัทธาความเชื่อมั่น
เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ นักวิชาการอิสระจังหวัดนครราชสีมา แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่จะถึงนี้ว่า ปกติ สหรัฐฯ มีวาระการบริหาร 4 ปี และจะมีการเลือกตั้งกลางเทอม ทุก ๆ 2 ปี เพื่อสะท้อนผลงานและการเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งพรรครีพับลิกันภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สภาผู้แทนราษฎรครองเสียงข้างมากอยู่ 218 คน จากทั้งหมด 435 คน ขณะที่ใน ส.ว.ของทรัมป์ มี 53 คน จากทั้งหมด 100 คน ซึ่งเสียงของทั้งสองพรรคจะต่างกันไม่มาก และผลการเลือกตั้งกลางเทอมนี้ อาจจะทำให้พรรครีพับลิกันได้คะแนนเสียงน้อยลง เนื่องจากประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายกับสงครามที่ยืดเยื้อ ทำให้ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ปัญหาคนตกงานขยายวงกว้างขึ้นด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อคะแนนเสียงทั้งนั้น
นายทวิสันต์ กล่าวว่า เพราะนโยบายและการดำเนินสงครามที่ยาวนาน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณสูง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และการแก้ปัญหาด้วยการแจกเงิน อาทิ นโยบายแจกเงินหัวละ 200,000 บาท กับปัญหาปากท้อง ทำให้ประชาชนบางส่วนอาจไม่นิยมพรรครีพับลิกัน อีกทั้งนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ฯ ก็สร้างความขัดแย้งไปทั่วและทำให้ภาพลักษณ์ในเวทีโลกเริ่มถูกต่อต้านมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบหลังการเลือกตั้งอย่างแน่นอนหากพรรครีพับลิกันได้เสียงน้อยลง จะทำให้พรรคเดโมแครตมีโอกาสอาจเข้ามาตรวจสอบสภาล่างอย่างเข้มข้นได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและทิศทางนโยบายต่างๆ ในอนาคต
นายทวิสันต์ กล่าวต่อว่า ซึ่งหากวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินสงคราม มีการกล่าวถึงกลุ่มฮูตีที่มีศักยภาพทางทหารสูงขึ้น สามารถจะโจมตีเป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ และพันธมิตรได้หลายแห่ง ทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากกลุ่มกองกำลังที่ปฏิบัติการแบบกองโจร ซึ่งจะทำให้ชาติพันธมิตรเริ่มมีความลังเลและมีความกังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะกลุ่มฮูตีอาจมีการขู่ตัดสายเคเบิลใต้น้ำ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกอย่างรุนแรงได้ โดยโลกอาจต้องเผชิญกับ 3 ภัยใหญ่ ทั้งภัยไซเบอร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ถูกทำลาย , ภัยสงคราม ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงจากสงครามนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และภัยธรรมชาติ ที่ภัยพิบัติเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จนหลายประเทศเริ่มมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหารแล้ว
นายทวิสันต์ กล่าวอีกว่า ในขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนโยบายการค้า จะเห็นว่า นโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ อาทิ การตั้งภาษีในอัตราที่สูง ส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าอย่างมาก ทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้ยาก เป็นนโยบายที่เหมือนบีบให้ภาคธุรกิจหรือโรงงานที่มีศักยภาพสูง ต้องพิจารณาย้ายฐานการผลิตเข้าไปตั้งในสหรัฐฯ หากต้องการจะหลีกเลี่ยงภาษีแพง ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับระบบเศรษฐกิจ global supply chain และอาจทำให้ประเทศอื่นๆ หันไปสนับสนุนพรรคเดโมแครตแทน เพื่อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า และเมื่อมองในมุมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและแรงขับเคลื่อนจากนอกประเทศ จะเห็นว่า นโยบายหาเสียงและการแจกเงินหรือสวัสดิการในปัจจุบันของสหรัฐฯ อาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดใจประชาชนได้อีกต่อไป เนื่องจากประชาชนมีความตื่นตัวและมองหาการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ในขณะที่กลุ่มประชากรหรือชาติพันธมิตรนอกสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศและนโยบายภาษี อาจเข้ามามีบทบาทหรือแสดงจุดยืนทางการเมือง เพื่อส่งผลต่อทิศทางผลการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในมิติของการสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม อาทิ พรรคเดโมแครต เพื่อจะสร้างความสมดุลทางอำนาจโลก
“ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว อาจส่งผลให้สภาฯ ตีตกร่างงบประมาณจนเกิด Government Shutdown ขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เกิดความผันผวนอย่างหนักนักลงทุนจะถอนทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และยังอาจเกิดความเสี่ยงจลาจลทางสังคมได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะไม่ว่าผลการเลือกตั้งหรือการตัดสินของสภาฯ จะออกมาในรูปแบบใด หากฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ยอมรับผลและมองว่ามีการโกง การประท้วงและการจลาจลวงกว้างจะเกิดขึ้น ซึ่งจะจะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง” นายทวิสันต์ กล่าวว่า
นายทวิสันต์ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบต่อประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ อย่างเช่น รัสเซีย แม้จะมีปัญหาภายในเรื่องค่าครองชีพ แต่รัสเซีย ก็ค่อนข้างลอยตัว ไม่กระทบมากนักเพราะสามารถวางตัวแบบมีความยืดหยุ่นสูง โดยรักษาสายสัมพันธ์กับทั้งฝั่งทรัมป์และจีนเพื่อคานอำนาจ ในขณะที่จีนถือเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อยู่แล้ว ย่อมได้อานิสงส์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เพราะหากสหรัฐฯ เผชิญวิกฤตความขัดแย้งภายในและการเมืองขาดความมั่นคง จีนจะยิ่งทวีบทบาทความเป็น “พี่เบิ้ม” และผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและเวทีโลกมากยิ่งขึ้น
นายทวิสันต์ กล่าวต่อว่า gมื่อมองมาที่ประเทศไทยของเรา ประเทศไทย ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก และได้ดุลการค้าสูง หากสหรัฐฯ ชะลอตัว หรือมีนโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) ที่เข้มงวดขึ้น ผลกระทบจะตกสู่ภาคการส่งออกและภาคการผลิตของไทยทันที ส่วนทางอ้อม คือด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการทูต ไทยจะถูกบีบให้ต้องเลือกข้างเป็นพันธมิตรกับมหาอำนาจ ซึ่งหากส่งสัญญาณที่ไม่ชัดเจน เลือกผิดฝั่ง อาจได้รับความเสียหายรุนแรง ซึ่งถ้ามองในมุมมองเชิงวิเคราะห์ จุดยืนของไทยดูเผิน ๆ เหมือนจะเอนเอียงไปทางจีน แต่ในความเป็นจริงถูกสหรัฐฯ กดดันอยู่ตลอด เห็นได้จากการส่งตัวแทนไปเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทรัมป์ฯ ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่า จะยอมประนีประนอมเรื่องการค้าหรือไม่ และหากพรรคเดโมแครตพลิกสถานการณ์ กลับมาชนะและครองเสียงข้างมากในทางการเมืองสหรัฐฯ ทิศทางนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็จะมีความซับซ้อน และคาดเดายากขึ้นสำหรับไทย
“ซึ่งตอนนี้ ประเทศไทยก็เผชิญกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและชายแดนอยู่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ซึ่งประชาชนและพื้นที่บริเวณชายแดนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการค้าขายที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ช่องทางธรรมชาติหรือช่องทางต่าง ๆ ถูกปิด ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ส่วนการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศก็ทำได้ยาก อย่างเช่น มาเลเซีย เนื่องจากกลุ่มโจรใต้สามารถหลบหนีข้ามแดนไปได้เมื่อกระทำผิดกฎหมาย” นายทวิสันต์ กล่าวว่า
นายทวิสันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือ วิกฤตความ “ไม่ศรัทธา” ในรัฐบาล ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ทำให้การบริหารจัดการหรือการดำเนินนโยบายต่าง ๆ เป็นไปได้ยาก แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดันนโยบายต่าง ๆ ออกมา แต่กลับถูกมองในแง่ลบและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ คือต้องทำให้ประชาชนกลับมามีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวรัฐบาล หากมีความศรัทธาแล้ว การขับเคลื่อนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ จะง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะต้องมีภาวะผู้นำด้วย ต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ควรโต้ตอบหรือฟ้องร้องประชาชนหรือฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เหตุผล เพราะจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เสียหายและสูญเสียความน่าเชื่อถือ รัฐบาลจึงต้องเร่งสร้างความศรัทธากลับคืนมาให้เร็วที่สุด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอื่นๆ ของประเทศลุล่วงไปได้

