จากกรณีนางสุรณี กัลยารัตนกุล หรือครูต้อย อายุ 64 ปี อดีตครูเกษียณราชการ และอดีตเลขาส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนดังในตัวเมืองลำปาง พร้อมด้วยผู้เสียหาย ออกมาให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนใน จ.ลำปาง ว่า ผู้อำนวยการคนดังกล่าวได้นำเงินรายได้ของโรงเรียนมาใช้ส่วนตัวโดยไม่ผ่านระบบ ทั้งเงินรายรับรายปี ซึ่งเป็นเงินค่าเทอมเด็กนักเรียนในชั้นเตรียมอนุบาล หรือเนิร์สเซอรี่ เงินรายรับที่ได้เป็นรายวัน คือ รายได้จากค่าเช่าพื้นที่จำหน่ายอาหารในโรงอาหาร
โดยทางการเงินของโรงเรียนต้องแบ่งเข้าสำนักงานผู้อำนวยการ 50%, รายรับที่ได้เป็นรายเดือน คือ รายได้จากการสอนพิเศษตามโครงการฝากลูกไว้กับครู (หลังเลิกเรียน) โดยครูผู้สอนต้องจ่ายรายได้จากการสอนให้สำนักงานผู้อำนวยการห้องละ 10 คน คนละ 500 บาท หรือห้องละ 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีห้องเรียนทั้งสิ้น 60 ห้อง รวมถึงเงินค่าสอนพิเศษช่วงซัมเมอร์ เดือนเมษายนมีรายได้ 25,000 บาท เดือนตุลาคม 20,000 บาท โดยชั้นเตรียมอนุบาลทางสำนักงานผู้อำนวยการจะต้องเก็บล่วงหน้า พร้อมค่าเทอมรายปี ส่วนเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล1 และ ป.1 จะจ่ายเมื่อถึงเวลาเรียน, เงินรายได้จากเงินทอนจากเอกชนที่เข้ามาเหมาทำอาหารกลางวันเด็กนักเรียน สัปดาห์ละประมาณ 41,000 บาท และเงินรายได้จากค่าบริการลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำคนละ 20 บาท (ทุกคน) เป็นต้น
ซึ่งเงินต่างๆ ที่ผ่านเข้าใช้หมุนเวียนผ่านมือ ผอ.คนดังกล่าวมากกว่า 42 ล้านบาท และยังทิ้งหนี้สินไว้ให้นางสุรณีรับผิดชอบแทน จากการไปกู้ยืมเงินมาให้ผอ.คนดังกล่าวอีกกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่ต้องออกมาแฉครั้งนี้ เพราะต้องการให้สังคมรับรู้ และขอเรียกร้องความเป็นธรรมบ้าง เพราะผอ.คนดังกล่าวกำลังใกล้เกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือนนี้
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ล่าสุด นางสุรณี พร้อมผู้เสียหาย รวม 11 คน ที่เป็นทั้งเจ้าหนี้ และผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของ ผอ.คนดังกล่าว ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เดินทางมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการการ 3 คน ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 ที่ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงขึ้นมา 3 คน เป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 จำนวน 1 คน และจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 ดูแลพื้นที่ จ.ลำพูน และลำปาง ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมเป็นคณะกรรมการสอบสวนอีก 2 คน เพื่อเร่งสืบข้อเท็จจริงต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งในการสืบข้อเท็จจริงนั้น จะไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด
ด้านนายสมเกียรติ ปงจันตา รอง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงก่อน หากพบว่ามีมูลก็จะตั้งกรรมการสอบสวนอีกครั้ง โดยขณะนี้ได้เร่งสืบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ได้เร่งรัดกำชับให้ดำเนินการให้ครบถ้วนมบูรณ์ และสรุปรายงานโดยเร็ว แต่ด้วยการที่มีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก อาจจะต้องใช้เวลาในการสืบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ได้กำชับว่าขอให้สรุปผลการสืบข้อเท็จจริงให้เสร็จไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคม นี้ เพราะหลังจากนั้นจะต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัย แต่ทั้งนี้จะต้องดำเนินการสอบสวนให้เสร็จก่อน ผอ.คนดังกล่าวจะเกษียณอายุ
“ส่วนกรณีที่จะให้ผู้อำนวยการค้นดังกล่าวปฎิบัติหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ขณะนี้ยังให้ปฎิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่จะขอดูก่อนว่าหากทำหน้าที่ต่อไปจะมีผลต่อการสืบข้อเท็จจริงอะไรที่กำลังดำเนินการอยู่หรือไม่ หากไปยุ่งเกี่ยวกับการแสวงหาข้อเท็จจริง ก็อาจจะต้องให้หยุดการปฎิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าจะให้ความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย ทางคณะกรรมการจะทำงานให้สมบูรณ์ เนื่องจากผู้ใหญ่ระดับกระทรวงศึกษาให้ความสนใจ และติดตามเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 ก็ต้องรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทางหน่วยเหนือได้ทราบความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน” นายสมเกียรติกล่าว
ด้านนางสุรณี หรือครูต้อย ที่เป็นผู้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวและออกมาแฉแหลก ยืนยันว่าเอกสารหลักฐานที่มีอยู่นั้นถือว่าเป็นความจริงต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถึงแม้ตนเองจะทราบว่า หากออกมาแฉจะทำให้มีผลสะท้อนกลับให้ตนเจ็บตัวจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น ที่จะได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตนเองไม่สามารถที่จะแบกรับปัญหาไว้ได้คนเดียวต่อไป ตนต้องเป็นหนี้มาก และยังถูกตามทวงหนี้อีก ยังมีเจ้าหนี้ที่ทราบเรื่อง และเข้าใจดีต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ออกมาแฉด้วยว่า พฤติกรรมการใช้เงินของ ผอ.คนดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร
“บัญชีที่นำมาให้สื่อมวลชนดูนั้นเป็นบัญชีที่เขียนขึ้นจริงตามวันและปีที่ใช้เงิน เมื่อตรวจสอบตามบัญชีที่เห็นจึงพบว่า มีการใช้ง่ายเงินแต่ละวันไปทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผอ. รวมถึงบุคคลในครอบครัวและคนใกล้ชิดตามที่ผู้อำนวยการคนดังกล่าวสั่ง, ค่าผ่อนชำระค่ารถยนต์ส่วนบุคคล 6 คัน ที่ต้องจ่ายอยู่ตลอด, ชำระหนี้สินและภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่หยิบยืมมา, ชำระค่าสาธารณูปโภคของบ้านพัก 2 หลัง, ค่าซื้อของใช้รายวัน, โอนเงินให้ผู้ใกล้ชิดตามที่ผู้อำนวยการคนดังกล่าวสั่ง, จ่ายค่าแรงคนงานและวัสดุในการสร้างบ้าน, จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวทุกวัน, จัดเงินสดติดตัวให้ผอ.คนดังกล่าวตามที่ขอ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ และคนในครอบครัวด้วย นับเป็นเงินที่มาใช้จ่ายตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงหลับ ที่ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์จากรายได้ของสำนักงานเลขานุการผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อตรวจสอบคร่าวๆ จะพบว่า แม้แต่ค่าแชมพู, ยาปลูกผม, ค่าใส่ซองงานต่างๆ, ค่าใช้จ่ายเงินพิเศษเพื่อให้กับคนบางกลุ่ม บางคน หรือค่ากินลาบกลางวัน ก็ต้องเอาเงินจากตรงนี้ ซึ่งเป็นเงินรายรับจากพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจ่ายมา นำไปใช้ทั้งสิ้น




