เพชรบูรณ์ – ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิอุทยานธรณีเพชรบูรณ์ และประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงคุณค่าทางธรณีวิทยาของแหล่งซากดึกดำบรรพ์บ้านโภชน์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานการค้นพบฟอสซิลสัตว์ทะเลชนิดใหม่ทางวิทยาศาสตร์ 10 ชนิด โดยเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพต่อยอดเป็นแหล่งศึกษาทางธรณีวิทยาระดับนานาชาติ พร้อมเสนอให้พิจารณาความเชื่อมโยงกับแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรี เพื่อขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติทางธรณีวิทยาของจังหวัด
ดร.วิศัลย์กล่าวว่า การทำความเข้าใจแหล่งซากดึกดำบรรพ์ในเพชรบูรณ์ ต้องพิจารณาภูมิหลังทางธรณีวิทยาในภาพกว้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนตัวเข้าหากันและการชนกันของแผ่นธรณีภาคอินโดจีนกับแผ่นธรณีภาคฉาน-ไทย โดยมีทะเลเททิสโบราณอยู่ระหว่างกลาง ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกในช่วงเวลาทางธรณีวิทยา จนพื้นที่ซึ่งเคยเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางทะเล ปรากฏเป็นแผ่นดินในปัจจุบัน
“สำหรับแหล่งบ้านโภชน์ จุดเด่นคือการปรากฏของชั้นหินและซากดึกดำบรรพ์ ที่สามารถเข้าถึงเพื่อสังเกตและศึกษาได้ ทำให้มีโอกาสต่อยอดการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ โดยการพบฟอสซิลชนิดใหม่ไม่ได้หมายความว่า การค้นพบสิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากการกัดเซาะ การพังทลายของหิน หรือการเปิดหน้าดินจากกิจกรรมต่างๆ อาจทำให้พบหลักฐานเพิ่มเติมในอนาคต” ดร.วิศัลย์ กล่าว
ดร.วิศัลย์ ยังเชื่อมโยงไปถึงแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรีอีกว่า เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญทางธรณีวิทยา โดยมีลักษณะหินและหลักฐานฟอสซิลที่แตกต่างจากบ้านโภชน์ แม้ฟอสซิลบางกลุ่มจะมีความสัมพันธ์กันในภาพรวมของช่วงเวลาทางธรณีวิทยา แต่กระบวนการเกิดแหล่งหินมีรายละเอียดต่างกัน จึงควรศึกษาเปรียบเทียบทั้งลักษณะชั้นหิน ชนิดของฟอสซิล และข้อมูลอายุ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่อย่างเป็นระบบ
“การพิจารณาแหล่งบ้านโภชน์ แหล่งภูน้ำหยด โดยมีพื้นที่ซับไม้แดงซึ่งพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์เช่นกันอยู่ตรงกลาง ในบริบททางธรณีวิทยาที่กว้างขึ้น อาจช่วยให้เข้าใจประวัติของพื้นที่เพชรบูรณ์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามการเชื่อมโยงแหล่งฟอสซิลทะเลดึกดำบรรพ์เหล่านี้ จำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิชาการรองรับ ไม่ควรสรุปจากการพบฟอสซิลที่มีลักษณะคล้ายกันเพียงอย่างเดียว” ดร.วิศัลย์ กล่าว
ดร.วิศัลย์มองว่า เพชรบูรณ์มีโอกาสผลักดันแหล่งธรณีวิทยา ที่มีความโดดเด่นให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ รวมถึงการมุ่งสู่การรับรองในกรอบอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก (UNESCO Global Geopark) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา แต่การได้รับการยอมรับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความโดดเด่นของหินหรือฟอสซิลเท่านั้น ยังต้องมีระบบบริหารจัดการ การอนุรักษ์ที่ชัดเจน ความร่วมมือของหน่วยงานและชุมชน ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในพื้นที่
ด้านการท่องเที่ยว ดร.วิศัลย์ กล่าวอีกว่า แหล่งบ้านโภชน์และแหล่งภูน้ำหยด ควรพัฒนาในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาและการเรียนรู้ โดยมุ่งกลุ่มผู้สนใจวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ นักเรียน นักศึกษา และนักวิจัย ซึ่งแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวที่มีจุดขายด้านทัศนียภาพและการพักผ่อน เช่น เขาค้อและภูทับเบิก การพัฒนาจึงควรให้ความสำคัญกับเส้นทางเรียนรู้ การสื่อความหมายทางธรณีวิทยา และการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมสร้างรายได้
อย่างไรก็ตาม ดร.วิศัลย์เห็นว่า การประชาสัมพันธ์ควรดำเนินควบคู่กับความพร้อมของพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์เรียนรู้หรือพิพิธภัณฑ์ ห้องจัดแสดง ห้องน้ำ ที่จอดรถ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาเยือน ซึ่งต้องใช้งบประมาณและความร่วมมือจากหลายฝ่าย ขณะเดียวกัน ยังต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ และพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่น ให้สามารถถ่ายทอดความรู้แก่ผู้มาเยือนได้อย่างถูกต้อง
รายงานข่าวแจ้งว่า กรมทรัพยากรธรณีประกาศให้แหล่งบ้านโภชน์เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ของประเทศไทยลำดับที่ 26 ส่วนแหล่งภูน้ำหยดได้รับการประกาศเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ลำดับที่ 24 การพัฒนาพื้นที่ทั้งสอง จึงมีโจทย์สำคัญทั้งด้านการศึกษาวิจัย การอนุรักษ์ และการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่ง
ข่าวยังแจ้งอีกว่า ทั้งนี้สำหรับแบรคิโอพอด (หอยตะเกียง) 5 ชนิด ซึ่งเป็นชนิดใหม่ของโลกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ที่มีการค้นพบใน ต.บ้านโภชน์ (อ้างอิงจากหนังสือคู่มือแหล่งซากดึกดำบรรพ์บ้านโภชน์) ได้แก่ Marginifera banphotensis (มาร์จินิเฟอรา บ้านโภชน์เทนซิส), Orthotetina phetchabunensis (ออร์โธเทตินา เพชรบูรณ์เอนซิส), Orthotichia javanapheti (ออร์โธทิเคีย จาวานาเพที), Notothyris sakagami (โนโทไธริส ซากางามิ) และ Haydenella granti (เฮย์เดเนลลา แกรนติ)
ต่อมาในปี 2518 และ 2542 กรมทรัพยากรธรณี รายงานการศึกษาไบรโอซัวที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์แห่งนี้เพิ่มเติมอีก 5 ชนิดใหม่ของโลก ที่สูญพันธุ์ไปแล้วเช่นกัน ได้แก่ Dyscritella phetchabunensis (ดิสไครเทลลา เพชรบูรณ์เอนซิส), Pseudobatostomella multidiaphragma (ซูโดบาโตสโตเมลลา มัลติไดอะแฟรมมา), Fistulipora siamensis (ฟิสทูลิโพรา สยามเอนซิส), Fistulipora sawatai (ฟิสทูลิโพรา สวาทัย) และ Rhombocladia nakornsri (รอมโบคลาดิอา นครศรี)

