เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 5 กรกฎาคม ที่จังหวัดสงขลา เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ พร้อมองค์กรเครือข่าย 13 องค์กร เดินทางมารวมตัวกัน ที่ลานจัตุรัสเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ขอให้ทบทวนการแก้กฎหมายบัตรทอง 4 เห็นด้วย 5 เห็นต่าง 7 เสนอเพื่อปฏิรูป นำโดย นางชโลม เกตจินดา อุปนายกสมาคมผู้บริโภคคนที่ 1 ผู้ประสานงานเครือข่าย ฯ นายเอกชัย อิสระทะ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) พร้อมผู้ป่วยที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการประกันสุขภาพจากรัฐ รวม ประมาณ 20 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการผลัดเปลี่ยนกันนำเสนอถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว นายเอกชัยกล่าวว่า มองว่าการแก้กฎหมายฉบับนี้นั้นมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง ดังนั้นจึงควรที่จะหยุดการแก้ปัญหา และปรับปรุงในเรื่องของคณะกรรมการเสียก่อน แล้วให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่เป็นอยู่ การร่วมจ่ายนั้น จริงๆ ประชาชนจ่ายในรูปแบบของภาษีอยู่แล้ว พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพของเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นเรื่องที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในเรื่องของการรักษาพยาบาลได้อย่างดี

นางชโลมจิต เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ เรื่อง ขอให้ยุติกระบวนการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จะต้องส่งผลให้ต้องร่วมจ่ายและลดการมีส่วนร่วม จัดการสุขภาพของประชาชน พร้อมข้อเสนอ 4 ประเด็น เห็นด้วย 5 ประเด็น เห็นต่าง 7 ประเด็น เพื่อปฏิรูป โดยเครือข่ายยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ได้จัดทำข้อเสนอและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ คือ ให้รัฐบาลทบทวนยุติกระบวนการการแก้กฎหมายให้ประชาชนกว่า 49 ล้านคน ที่ใช้ระบบบัตรทองได้รับรู้และมีส่วนร่วมตัดสินใจ และข้อเสนอ 4 ประเด็นเห็นด้วย 5 ประเด็นเห็นต่างและ 7 ประเด็นเพื่อปฏิรูป
“ความกังวลที่มีมาอย่างต่อเนื่อง คือ การร่วมจ่ายที่ยังขาดความชัดเจนและยังคงบัญญัติ ในกฎหมายหลักประกันฯจะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการที่เป็นประชาชนกว่า 49 ล้านคนในระบบบัตรทอง ว่าหากมีการผ่านการแก้กฎหมาย โดยไม่มีการตัดคำว่า ร่วมจ่ายออกจากมาตรา 5 นั้น อาจทำให้มีการกำหนดวงเงินร่วมจ่ายที่กระทบต่อสถานการณ์ครัวเรือนล้มละลายมีจำนวนมากขึ้น ย้อนกลับไปเหมือนก่อนที่จะมีระบบหลักประกันสุขภาพ และสัดส่วนคณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ที่ไม่สมดุลกัน ส่งผลให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นน้อยลง ทำให้ขาดกระบวนการกลไกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของระบบในระดับต่างๆ ตั้งแต่ร่วมตัดสินใจดำเนินการและเพื่อจัดระบบบริการดูแลส่งเสริมสุขภาพตนเองในชุมชน ลดทอนศักยภาพที่กำลังมีความคืบหน้าลงไปถึงชุมชนพื้นที่ผ่านกองทุนสุขภาพท้องถิ่น”
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมในการแถลงครั้งนี้ได้ร่วมกันเขียนไปรษณียบัตร ส่งถึง นายกรัฐมนตรี ผ่านตู้ ปณ.1111 แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยในประเด็นต่างๆ และจะมีการรณรงค์ให้มีการเขียนไปรษณียบัตร ส่งถึงนายกรัฐมนตรี ในประเด็นการแก้กฎหมายบัตรทองอย่างต่อเนื่อง

