หน้าแรก ภูมิภาค กองปราบฯพบพิร...

กองปราบฯพบพิรุธไม่พบแหม่มเบลเยียมพักบังกะโล สมุยไทม์สอ้างไม่ได้ทำเสียหาย

6.07.17 | 18:45 น.

กองปราบฯพบพิรุธอีก ไม่พบแหม่มเบลเยียมเข้าพักบังกะโลเกาะพะงันตามแจ้ง สมุยไทม์อ้างไม่ได้ทำเสียหาย ตร.เตรียมแถลงสรุป

ความคืบหน้าพบศพ น.ส.เอลิส เดลมานจ์ อายุ 30 ปี นักท่องเที่ยวสัญชาติเบลเยียม ลักษณะผูกคอกับต้นไม้บนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 โดยเคยก่อเหตุจะกระโดดให้รถไฟชนในท้องที่ สน.นพวงศ์ กรุงเทพฯ และเพื่อนชาวต่างชาติระบุมีลักษณะซึมเศร้า รวมทั้งมีประเด็นพิรุธทั้งหลบหนีหลังเพลิงไหม้บังกะโลที่พักและซื้อตั๋วโดยสารเรือจะกลับจากเกาะเต่าวันที่ 24 เมษายน 2560 แต่กลับทิ้งตั๋วเรือ โดยการสืบสวนของตำรวจหลายชุดยังไม่พบสิ่งบ่งชี้ถูกฆาตกรรม

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ต.อ.สมชาย นพศรี ผกก.สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ได้รับการประสานจาก พ.ต.ท.มนต์ชัย เพ็งเลิศ สารวัตร กก.5 ป.กองปราบปราม นำเจ้าหน้าที่กองปราบปรามเข้าตรวจสอบบังกะโลแห่งหนึ่ง เลขที่ 13 หมู่ 1 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน เนื่องจากก่อน น.ส.เอลิสเสียชีวิตเคยแจ้งไว้กับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ระบุเป็นสถานที่ติดต่อ แต่การตรวจสอบไม่พบข้อมูล น.ส.เอลิสเข้าพัก และได้ไปดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มสมาชิกลัทธิสัตยะ สาอี บาบา ที่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 5 ต.เกาะพะงัน โดยพบนายอารี นาเวด นักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกันที่เฝ้าอยู่ แต่ไม่พบการฝึกใดๆ

พ.ต.ท.มนต์ชัยกล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลของตำรวจกองปราบปราม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเบาะแสใดๆ ที่จะชี้ว่ามีสาเหตุเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม

วันเดียวกัน นายเกริกไกร สงธานี นายอำเภอเกาะพะงัน ได้เดินทางไปชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ทั้งหมดต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับชาวต่างประเทศที่กระทบต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวในประเทศ

Advertisement

นายเกริกไกรกล่าวว่า การแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อออนไลน์ชาวต่างชาติที่นำเสนอบิดเบือนข้อเท็จจริง เบื้องต้นทราบตัวเจ้าของเว็บไซต์แล้วเป็นผู้หญิงชาวอังกฤษ ส่วนจะยังอาศัยอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ ตำรวจกำลังสืบหาตัวอยู่ หากไม่อยู่ในประเทศ จะประสานไปยังสถานทูตให้ช่วยนำตัวมาให้ประเทศไทย

“ขณะนี้รอทางจังหวัดประสานกับกระทรวงมหาดไทยว่าจะให้ดำเนินการเมื่อไหร่ หากผู้บังคับบัญชามอบหมายให้เป็นผู้แจ้ง จะไปเข้าแจ้งที่ สภ.เกาะพะงัน โดยให้อัยการจังหวัดดูข้อกฎหมายให้รอบคอบอีกครั้ง ซึ่งความเสียหายที่เกิดกับเกาะเต่ามาจากสื่อต่างชาติที่ใช้คำที่รุนแรงเกินไปจนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง” นายเกริกไกรกล่าว

ด้านสื่อออนไลน์สมุยไทม์ส ได้ชี้ผ่านเว็บไซต์ www.samuitimes.com ส่วนหนึ่งระบุว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการติดต่อแจ้งข้อกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งการตั้งฉายาเกาะเต่าเป็นเกาะแห่งความตายนั้นไม่ได้เกิดจากสมุยไทม์ส แต่เป็นการนำเสนอตามสื่อสังคมออนไลน์และในท้องถิ่น เพื่ออธิบายภาพซึ่งเป็นที่รับรู้ในระดับสากลต่อการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยว และสมุยไทม์สขอไม่รับผิดชอบต่อกรณีสื่อนานาชาติใช้คำดังกล่าวเพื่อนำเสนอข่าว

ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการสูญหายและการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวบนเกาะเต่า เพราะเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ไปเยือนให้ได้รับรู้เหตุการณ์ อีกทั้งยังมีครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่พึงพอใจต่อผลการสืบสวนซึ่งยังมีเงื่อนงำต่อสาเหตุการเสียชีวิต

“สมุยไทม์สอ้างว่าจะไม่ขอรับผิดชอบต่อชื่อเสียงที่เสียหายและไม่เชื่อว่าเกิดขึ้นจริง และที่ผ่านมาได้นำเสนอข่าวความผิดปกติและความบกพร่องของกระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ (กรณีนายเดวิด มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอร์ริดจ์) รวมถึงการสืบสวนของสมุยไทม์สและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เชื่อว่าการตัดสินให้ประหารชีวิตแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาทั้ง 2 คนนั้นอันตราย”

ส่วนการนำเสนอข่าวฟ้องร้องเป็นเพียงการข่มขู่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ตรวจสอบว่าสมุยไทม์สไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย และเชื่อว่านักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตบนเกาะเต่าต้องการให้มีการสืบสวนต่อไป จึงขอให้ใช้เวลาตรวจสอบปัญหาบนเกาะเต่าและหาแนวทางแก้ปัญหามากกว่า

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จะเร่งประชาสัมพันธ์ตลาดต่างประเทศในอังกฤษ ยุโรป และประเทศอื่นๆ เนื่องจากเกาะเต่าเป็นแหล่งดำน้ำอันดับ 1 ของโลก ให้เข้าใจว่าประเทศไทยไม่ได้นิ่งเฉยจากกรณีที่เกิดขึ้น ได้มีการดูแลนักท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ขอให้มีความมั่นใจในประเทศไทย

“ภาพรวม แม้ว่ายังไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่อยากให้อะไรเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแม้แต่คนเดียว และไม่อยากให้เกิดการฆ่าตัวตายในประเทศของเรา ซึ่งหากเห็นนักท่องเที่ยวมีอาการซึมเศร้าประชาชนจะต้องช่วยกันดูแล” นางกอบกาญจน์กล่าว

ด้านนายอวยชัย อินทร์นาค ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 6 คดี รวม 7 ราย เป็นคดีฆาตกรรมเพียงคดีเดียวผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาประหารชีวิตไปแล้ว อยู่ระหว่างฎีกา ที่เหลือ 5 รายเสียชีวิตจากการจมน้ำ, เสพยา, ฆ่าตัวตาย และสูญหาย การระบุเป็นเกาะแห่งฆาตกรรมจึงไม่เป็นตามข้อเท็จจริงและทำให้เสียหาย และทุกสาเหตุคดีทำตามกฎหมายครบถ้วน

“ขณะนี้นักท่องเที่ยวยังเข้ามาตามปกติและเพิ่มขึ้นทุกปี ผู้โดยสารมาทางสายการบินและเรือโดยสารเข้ามาดำน้ำดูปะการังในแหล่งดำน้ำอันดับต้นของโลกยังมากอยู่ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาพลักษณ์เชิงจิตวิทยาในระยะสั้นเท่านั้น” นายอวยชัยกล่าว

ข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ นายอวยชัย อินทร์นาค ผวจ.สุราษฎร์ธานี พร้อม พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณงามเมือง ผช.ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.ภาค 8 และตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยว จะร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมทั้งคดีเสียชีวิตทั้ง 7 รายในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาด้วย