หน้าแรก ภูมิภาค ผู้ว่าฯ การยา...

ผู้ว่าฯ การยางแจง มั่นใจ! ผ่านวิกฤตราคายางลงรุนแรงแล้ว

9.07.17 | 19:23 น.

ผู้ว่าฯ การยาง แจงผ่านวิกฤตราคาลงรุนแรงแล้ว จับมือ3ประเทศจำกัดส่งออกเร่งประชุม รมต.เร็วขึ้น ด้านสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยาง ขอบิ๊กตู่ใช้ ม.44เปิดต๊อกยางทำถนน


เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางพาราในห้วงนี้มีความใกล้เคียงกับที่ผ่านมา โดยราคายางต้นสัปดาห์ที่ปรับตัวลงเล็กน้อยยางแผ่นดิบ ราคาเฉลี่ย50.97 บาท/กิโลกรัม ลดลง 1.16 บาท/กิโลกรัม ยางแผ่นรมควัน ราคาเฉลี่ย 53.13 บาท/กิโลกรัม ลดลงเพียง 0.98 บาท/กิโลกรัม ซึ่งเป็นไปทิศทางเดียวกับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงมองว่าได้ผ่านวิกฤตที่ราคาแต่ละวันลดลงอย่างรุนแรงแล้วและอีกส่วนมาจากสต๊อกของจีนที่ยังเพิ่มขึ้น

นายธีธัช กล่าวว่า ส่วนปัจจัยอื่นที่มีผลต่อราคาทั้งค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ประกอบกับการขยายตัวภาคส่งออกหลังคณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ย ที่ 1.5% ,ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯที่ลดลงและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าทั้งจีน สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ยังมีการขยายตัวในภาคการผลิต จึงคาดว่า สถานการณ์ราคายางจะขยับตัวขึ้น

“ช่วงที่ผ่านมาการหารือในเวทีสภาไตรภาคียางพาราครั้งที่ 28 ของ 3 ประเทศผู้ผลิตยางของโลกมีไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย มีมติเห็นชอบนำมาตรการจำกัดการส่งออกมาใช้อีกครั้งตามที่ไทยเสนอ เพื่อแก้ปัญหาราคาผันผวนในระยะสั้น พร้อมทั้งจะเร่งจัดประชุมระดับรัฐมนตรีของ 3 ประเทศให้เร็วขึ้นจากเดือนธ.ค.60เป็น ก.ย.60 เพื่อประชุมหารือแนวทางและมาตรการแก้ปัญหา ซึ่งปัจจัยบวกที่จะกระตุ้นให้สถานการณ์ราคายางดีขึ้น ”นายธีธัช กล่าว

Advertisement

นายธีธัช กล่าวและว่า การแก้ปัญหารัฐบาลได้อนุมัติโครงการช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงผู้ประกอบกิจการยาง ทั้งโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราต่อไปอีก 3 ปี ภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อเดิม 10,000 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง การดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลสนับสนุนการชดเชยดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปีจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มเติมในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง อีกจำนวน 11,460 ครัวเรือน

นายธีธัช กล่าวอีกว่า กยท.จัดสรรเงินกองทุนพัฒนายางพารา 2,500 ล้านบาท ตามมาตรา 49 (3) ให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.ได้กู้ยืมและได้ช่วยเหลือชาวสวนยางภาคใต้ที่ประสบภัยธรรมชาติเมื่อปลายปี 4,000 ครัวเรือน และมอบให้ทายาทเกษตรกรที่เสียชีวิต รายละ 3,000 บาท เป็นต้น

“ กระทรวงเกษตรฯมอบให้ กยท.เร่งจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางจากผู้ประกอบกิจการส่งออกรายใหญ่ 5 บริษัทมีบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด และ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ กยท.ลงทุนองค์กรละ 200 ล้านบาท รวม 1,200 ล้านบาทเข้าซื้อยางในตลาดซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางและผลักดันราคาให้อยู่ในระดับสมดุลในตลาดจริงและตลาดล่วงหน้าซึ่งจะขยายได้10เท่าถึง12,000ล้านบาทซื้อยางได้ประมาณ 200,000 ตัน ” นายธีธัช กล่าว

นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายาง ขอความร่วมมือเกษตรกรควรเลือกปลูกยางในพื้นที่เหมาะสมและที่ไม่บุกรุกป่า และเดินหน้าลดต้นทุนการผลิตให้ได้ โดยปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นการปลูกพืชหลายๆ ร่วมกันส่งเสริมใช้ยางในประเทศและสนับสนุนแปรรูปเพิ่ม ซึ่งจะทำให้มูลค่าจากการขายผลผลิตอย่างเดียวปีละ 2 แสนล้านบาท เพิ่มรายได้เข้าประเทศอีก 5-6 เท่า

ด้านนายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเด็นราคายางลดลงเกิดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าต่างประเทศ ที่ไม่สามารถควบคุมได้และต้องการปั่นราคาให้ลงเพื่อจะทำกำไร ขณะที่ผลผลิตยางในภาคใต้ ,ภาคอีสานและภาคเหนือมีผลผลิตน้อยจากภาวะฝนตก และเป็นต้นฤดูการผลิต จึงขอให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมยางพาราอย่างเร่งด่วน

นายบุญส่ง กล่าว สมาคมยางทั่วประเทศเห็นตรงกันว่า จะต้องจัดประชุมพร้อมกับเชิญกลุ่มพ่อค้ายางมาร่วมด้วย เพื่อจำกัดโควตาการส่งออกให้แล้วเสร็จ พร้อมเร่งประชุมคณะกรรมการ 3 ฝ่ายไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย ก่อนกำหนดเดิมรวมทั้งเชิญประเทศเวียดนามมาร่วมด้วย เนื่องจากเกษตรกรสวนยางเดือดร้อนเช่นเดียวกัน

“ อยากขอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 แก้ไขการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีสต๊อกยางอยู่ประมาณ 70,000 กว่าตันให้ไปทำผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เห็นผลดำเนินการได้ทันที ทั้งการทำถนนดินผสมยางพารา(Soil Cement)ในพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)เชียงราย , ลำปาง และบึงกาฬ ดำเนินการได้เป็นผลมาแล้วจะสามารถเพิ่มการใช้ยางจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 30 ต่อปีได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้ศึกษาไว้ชัดเจนแล้ว ”นายบุญส่ง กล่าว

นายบุญส่ง กล่าวและว่า กยท.ต้องเร่งดำเนินการตลาดซื้อขายยาง และเรียกร้องให้ 5-6 บริษัทใหญ่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพราะมีตลาดขนาดใหญ่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากน้ำยางมีราคาต่ำกว่า 40 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว