หลังจากทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 ได้มีคำสั่งย้าย นายประยูร เรือนปิงวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) ให้มาปฎิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอน เนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงขึ้น หลังมีการสืบข้อเท็จจริงผ่านพ้นไปแล้ว และพบว่ามีมูลความจริง หลังจากนางสุรณี กัลยารัตนกุล อายุ 64 ปี หรือครูต้อย อดีตครูเกษียณราชการ และอดีตเลขาฯส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว ร้องเรียนกล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียนนำเงินของโรงเรียนไปใช้ส่วนตัว ทั้งค่ารถ ค่าสร้างบ้าน ค่าวัสดุก่อสร้าง จ่ายดอกเบี้ย แม้กระทั้งค่ากินลาบมื้อละ 3,000 บาท เป็นต้น รวมทั้งได้กู้ยืมเงินจากครูในโรงเรียนมาให้ผู้อำนวยการโรงเรียนใช้ด้วย ทำให้มีผู้เสียหายที่ถูกยืมเงิน และยังไม่ได้คืนเป็นผู้เสียหายต่อกรณีที่เกิดขึ้น ตามที่ นางสุรณี ได้ออกมาร้องเรียนว่า มีเงินสะพัดจากการนำเงินไปใช้ส่วนตัวกว่า 42 ล้านบาท และในส่วนของนางสุรณี ก็ต้องเป็นหนี้กว่า 10 ล้านบาท ที่ต้องแบกภาระอยู่ถึงทุกวันนี้
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ความคืบหน้าในเรื่องนี้ หลังทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 มีคำสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว โดยผู้อำนวยการคนดังกล่าวก็ได้มารายงานตัวที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 แล้ว เพื่อปฎิบัติตามคำสั่ง สำหรับในส่วนของงานต่างๆ ภายในโรงเรียนอยุบาลลำปาง (เขลางค์รัตน์อนุสรณ์) นั้น ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 ได้สั่งการให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนรักษาราชการแทนไปก่อน สำหรับในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงขึ้นนั้น ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง ได้รายงานให้ทางนายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการ (กศจ.) จังหวัดลำปาง ทราบเรื่องแล้ว โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ก็ได้พูดหลายครั้งในเรื่องการดำเนินงานตามขั้นตอนของต่างๆ ของการสอบสวน ว่า จะต้องเป็นไปตามขั้นตอน และระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นระเบียบการสอบสวนที่ไม่เหมือนกับของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) โดยในเรื่องนี้ทางจังหวัดลำปาง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ก็ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส และให้เกิดความยุติธรรม เพราะเป็นกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ด้านคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงที่มีการแต่งตั้งขึ้นนั้น ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง เป็นผู้ดำเนินการแต่งตั้งขึ้นตามอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนหลังจากที่สืบข้อเท็จจริงที่ผ่านมา และพบว่าสิ่งที่ถูกร้องเรียนมานั้นมีมูลความจริง จึงมีการดำเนินงานสอบสวนต่อ โดยอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนต่อจากนี้ไปตามขั้นตอนจะเป็นงานของคณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นมาทำการสอบสวน และรวบรวมเรื่องราวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาประกอบผลต่อการสอบสวน เพื่อนำไปสู่การสรุปข้อเท็จจริงในอนาคต สำหรับความคืบหน้าในการสอบสวนนั้น ทางสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง ก็จะมีการรายงานให้ทางกระทรวงศึกษาธิการทราบเป็นระยะ รวมถึงมีการรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาธิการ (กศจ.) จังหวัดลำปาง ทราบด้วยเช่นกัน
ด้านประชาชนชาว จ.ลำปาง ที่ติดตาม และสนใจข่าวเรื่องดังกล่าว หลังจากทราบข่าวการโยกย้ายผู้อำนวยการคนดังกล่าวไปยัง สพป.ลำปาง เขต 1 เพื่อเปิดให้มีการสอบสวนวินัยร้ายแรง รวมถึงจากข่าวที่ทาง พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาระบุชื่อโรงเรียน และคำสั่งโยกย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว ก็ยิ่งมีประชาชนให้ความสนใจอ่านข่าวสารกันเป็นจำนวนมาก และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขว้าง โดยประชาชนระบุว่าจะต้องติดตามผลสรุปในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวจะจบลงอย่างไร
โดยประชาชนชาวลำปางยังให้ความสนใจติดตามรายละเอียดที่ทางที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาให้ข้อมูล ว่า พบมีมูลการนำเงินรายได้ของโรงเรียนไปใช้ จากกรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวได้จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการขึ้นบริเวณหน้าห้องผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีเจ้าหน้าที่โรงเรียน 3 ราย และผู้ร้อง รวม 4 ราย ทำหน้าที่บริหารเงินรายได้ที่มาจาก 3 โครงการ คือ 1.โครงการฝากเด็กไว้กับครูตอนเย็น รายละ 500 บาท 2.โครงการจัดเรียนพิเศษในช่วงเดือนตุลาคม รายละ 2,000 บาท/คน และเรียนพิเศษช่วงเดือนเมษายน รายละ 2,500 บาท/คน พบว่าทั้ง 2 โครงการไม่มีใบเสร็จและไม่มีการนำเข้าสถานศึกษาอย่างถูกต้อง และ 3.โครงการเตรียมอนุบาล ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 เปิดห้องปกติ 3-5 ห้อง เก็บค่าเรียนเทอมละ 20,000 บาท และห้อง Mini English Program รายละ 40,000 บาท/เทอม ซึ่งเงินส่วนนี้มีใบเสร็จ แต่เป็นใบเสร็จที่ไม่ถูกต้อง

