หลังจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 ได้มีคำสั่งย้าย นายประยูร เรือนปิงวัง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลลำปาง ให้มาปฎิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง (สพป.) เขต 1 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 25560 ที่ผ่านมา เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปตามขั้นตอน
เนื่องจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงขึ้น กรณีมีมูลความจริงที่ นางสุรณี กัลยารัตนกุล อายุ 64 ปี หรือครูต้อย อดีตครูเกษียณราชการ และอดีตเลขาฯส่วนตัวของผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าว ร้องเรียนกล่าวหาผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวนำเงินของโรงเรียนไปใช้ส่วนตัว ทั้งค่ารถ ค่าสร้างบ้าน ค่าวัสดุก่อสร้าง จ่ายดอกเบี้ย แม้กระทั้งค่ากินลาบมื้อละ 3,000 บาท เป็นต้น
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ทางผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ที่ส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนในโรงเรียนดังกล่าวขณะนี้ได้รวมตัวกันมากขึ้น และพยายามที่จะรวบรวมพยาน และหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อจะรวบรวมข้อมูลอีกทางส่งไปให้ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และทาง ปปช. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ กรณีที่มีการสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้อำนวยการคนดังกล่าว
ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มผู้ปกครองสามารถรวบรวมใบเสร็จที่เคยจ่ายไปได้หลายฉบับ ซึ่งพบเป็นใบเสร็จที่พบว่า เป็นการทำขึ้นเอง ไม่ใช่เป็นใบเสร็จรับเงินตามปกติทั่วไปของทางโรงเรียนที่เคยออกให้ตามปกติ นอกจากนี้ ทางกลุ่มผู้ปกครองยังมีการล่ารายชื่อผู้ปกครองที่จะเข้าร่วมยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม เกี่ยวกับการนำเงินโรงเรียนไปใช้ส่วนตัวด้วย
สำหรับการตรวจสอบข้อมูลการชำระเงินของผู้ปกครองที่เคยจ่ายไป และมีหลักฐานอยู่ในขณะนี้ ทราบว่า ทางโรงเรียนมีการกำหนดเป็นค่าบำรุงการศึกษา โดยแบ่งออกเป็นห้องเรียนปกติ ยอดรวม 23,250 บาท (ค่าธรรมเนียมการเรียนตลอดปีการศึกษา 13,000 บาท ค่าอาหารกลางวัน 4,000 บาท ค่าว่ายน้ำ 2,000 บาท ค่าประกันอุบัติเหตุ 250 บาท ค่าเครื่องใช้ และเครื่องนอน 1,500 บาท ค่า Summer 2,500 บาท) ส่วนห้องเรียนพิเศษ Mini English Program(MEP) ยอดรวม 41,250 บาท (ค่าธรรมเนียมการเรียนตลอดปีการศึกษา 35,000 บาท ค่าว่ายน้ำ 2,000 บาท ค่าประกันอุบัติเหตุ 250 บาท ค่าเครื่องใช้และเครื่องนอน 1,500 บาท ค่า Summer 2,500 บาท)
แต่จากยอดเงินทั้งหมดที่ผู้ปกครองต้องชำระให้กับทางสำนักงานผู้อำนวยการคนดังกล่าว ที่ตั้งขึ้น เพื่อนำเงินดังกล่าวเข้าไปใช้จ่ายส่วนตัว โดยไม่ผ่านระบบโรงเรียน ทำให้ใบเสร็จที่ผู้ปกครองได้รับจริงตามระเบียบ สพฐ. เพียง 10,750 บาท เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นใบเสร็จรับเงินทั่วไปที่ประทับตรายางชื่อโรงเรียน และเป็นลายมือเขียนข้อความเท่านั้น ซึ่งจากใบเสร็จที่ผู้ปกครองมีอยู่ขณะนี้ได้ตรงกับข้อมูลที่ นางสุรณี ได้ออกมาร้องเรียน และจดบันทึกไว้ ทำให้เห็นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ผู้ปกครองจ่ายเข้าโรงเรียนน่าจะต้องผ่านสำนักงานผู้อำนวยการคนดังกล่าว
นอกจากนี้ ทางผู้ปกครองยังมีการหาข้อมูลต่อว่า เรื่องประกันอุบัติเหตุกลุ่มของโรงเรียน ที่ผู้ปกครองได้จ่ายเงินไปทุกปีๆ ละ 250 บาทต่อคน พบว่า บัตรประกันล่าสุดคุ้มครองถึงวันที่ 1 เมษายน 2560 หลังจากนั้น ผู้ปกครองนักเรียนต้องสำรองเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อน ทั้งๆ ที่ผู้ปกครองได้ชำระเงินไปทั้งหมดแล้ว แต่บัตรดังกล่าวก็ยังไม่เข้าระบบรักษาได้ตามปกติ และยังเบิกเงินไม่ได้
ล่าสุดแหล่งข่าวแจ้งว่า จากการสอบถามบริษัทที่รับทำประกัน คือ บริษัท สยามสไมล์ จำกัด แจ้งว่า ทางโรงเรียนยังแจ้งรายชื่อนักเรียนไม่ครบ จึงไม่สามารถออกบัตรให้ได้ นั้นหมายถึงว่าบัตรประกันอุบัติเหตุ ยังไม่สามารถใช้งานได้ แต่มีการจ่ายค่าประกันรายหัวไปแล้ว ขณะที่ผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่งได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ภายในโรงเรียนว่า รายชื่อนักเรียนครบตั้งแต่วันที่ผู้ปกครองชำระเงินแล้ว แต่ที่บริษัทประกันยังไม่ออกบัตรให้นักเรียน น่าจะเกิดจากการที่โรงเรียนยังชำระเงินให้ทางบริษัทไม่ครบ ซึ่งขณะนี้เวลาเอาประกันได้ล่วงเลยเวลามาเกือบ 3 เดือนแล้ว ผู้ปกครองหวั่นหากในช่วงเวลาดังกล่าวบุตรหลานประสบอุบัติเหตุขึ้นมาจะไม่มีประกันรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังตั้งข้อสังเกตุ และอยากให้ตรวจสอบกรณีที่ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมถวายกฐิน ทานตุง เข้าโรงเรียนบ่อยครั้ง โดยแต่ละครั้งจะให้นักเรียนทุกคน ทุกชั้น ซึ่งมีกว่า 3,000 คน นำตุงจากโรงเรียนไปให้ผู้ปกครองใส่เงินในซองตุงขั้นต่ำ 120 บาท หรือบางคนที่พ่อแม่มีฐานะ ก็จะใส่ซองมากกว่านั้น และหากคำนวนคร่าวๆ เมื่อมีการใส่ซองขั้นต่ำคนละ 120 บาท จำนวน 3,000 คน กิจกรรมแต่ละครั้งจะมีรายรับสูงถึงกว่า 300,000 บาท แต่สุดท้ายผู้ปกครองก็ไม่เคยได้รับทราบความคืบหน้าโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริจาคเงินเหล่านี้เลย สำหรับในเรื่องนี้แหล่งข่าวในโรงเรียน ระบุว่า กิจกรรมในด้านต่างๆ เหล่านี้จะมีกลุ่มงานที่ตั้งขึ้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อดำเนินโครงการโดยเฉพาะ เมื่อได้เงินแล้วก็จะมีการจัดสรรแบ่งส่วนกันไป
แหล่งข่าวในโรงเรียนอนุบาลลำปาง ได้ระบุว่า ขณะนี้ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ภูมิภาคที่ 9 ที่ตั้งอยู่ใน จ.ลำปาง ได้มีการแบ่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา โดยแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกจะตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในทุกเรื่อง โดยให้ครู และบุคลากรในโรงเรียนเดินทางไปให้ถ้อยคำที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จ.ลำปาง ส่วนชุดที่ 2 ทำหน้าที่เก็บข้อมูลด้านเอกสาร และสอบเรื่องเส้นทางการเงิน โดยเฉพาะการสอนพิเศษ ซึ่งจะสอบทั้งครูผู้สอน และนักเรียนด้วย
ด้านคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ทางศึกษาธิการจังหวัดลำปาง ตั้งขึ้นมา เพื่อทำการสอบสวน ทราบว่า มีการทยอยสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามที่มีชื่ออยู่ในบันทึกรายรับรายจ่ายที่ นางสุรณี ได้จดบันทึกไว้ ตามที่ยื่นร้องไป ซึ่งรายชื่อจะโยงไปถึงกลุ่มบุคคลทั้งในสำนักงานผู้อำนวยการคนดังกล่าว และรายรับรายจ่ายย้อนหลังของโรงเรียน จนทำให้ทราบว่า มีรองผู้อำนวยการของโรงเรียนคนหนึ่ง เข้าไปทำหน้าที่หัวหน้าสำนักงานผู้อำนวยการฯ เพื่อบริหารจัดการงานภายใน และเงินที่ได้รับเข้ามาสู่ระบบด้วย

