(19 ม.ค.59) โครงการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้าน ของรัฐบาล ที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ สั่งดำเนินการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลง พร้อมกับเน้นย้ำด้านความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ต้องเข้ามาแสดงบทบาทร่วมตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตเหมือนเช่นหลายโครงการที่ผ่านมา ดังนั้นจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ จึงเป็นพื้นที่ที่ ป.ป.ช.จับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโครงการที่ของบประมาณมากถึง 4,568 โครงการ เป็นเงินงบประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท
โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อประชุมชี้แจงแนวทางในการจัดทำโครงการตามงบประมาณตำบลละ 5 ล้านบาท ให้แก่นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 32 อำเภอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการทำงานของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละด้านตั้งแต่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง การควบคุมงาน การตรวจรับงาน เป็นต้น และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ

นายมงคล สาริสุต เปิดเผยว่า “โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท เป็นโครงการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทุกตำบลทั่วประเทศ โดยรัฐบาลให้มาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนเพื่อที่จะได้มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อของกินของใช้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของหมู่บ้านของชุมชนซึ่งมันจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนดำเนินการผ่านจังหวัดผ่านอำเภอลงสู่กำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยให้ประชาชนพิจารณาโครงการผ่านความเห็นขอบของคณะกรรมการหมู่บ้าน เสนองบประมาณเข้ามา โดยภาพรวมของโครงการแล้วถือว่าเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก หากบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เราก็จะได้สินค้าหรืองานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาวบ้านเอง สำหรับโครงการตำบลละ 5 ล้านนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ลำนักงาน ปปท.เขต 3 ได้จับมือกับจังหวัดนครราชสีมา ทำงานร่วมกันโดยมีแนวทางในการทำงาน 3 แนวทาง แนวทางแรกคือเดินสายให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้แต่ละคนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่มีประสิทธิภาพ ยึดหลักสุจริตเป็นที่ตั้ง ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม 2558 ได้ลงพื้นที่ประชุมชี้แจงไปแล้วทั้ง 32 อำเภอ
สำหรับแนวทางที่สองก็คือการสุ่มตรวจสังเกตการณ์โครงการที่อยู่ระหว่างการทำ ซึ่งในเดือนมกราคม 2559 ก็ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจไปบ้างแล้ว ก็ถือว่างานที่ทำค่อนข้างมีประสิทธิภาพดี
นายมงคลกล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางที่สามคือการสุ่มตรวจสังเกตการณ์โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ น่าจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2559 ทั้งนี้การสุ่มตรวจสังเกตการณ์ไม่ได้เป็นการตรวจในลักษณะจับผิด หรือตรวจเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่เป็นการสุ่มตรวจเพื่อแนะนำให้ผลงานของโครงการประสบสำเร็จและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้คุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงไปที่ผ่านมานอกจากโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท
สำหรับแนวทางการทำงานของ ป.ป.ช. โคราช หรือ โคราชโมเดลนั้น นายมงคลกล่าวว่า ได้ถูกสำนักงาน ป.ป.ช.ส่วนกลาง นำไปเป็นแนวทางในการทำงานในโครงการตำบลละ 5 ล้าน ให้กับสำนักงาน ป.ป.ช.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งโคราชโมเดลนี้ จะเน้นไปที่งานลักษณะงานป้องปราม เป็นการเดินสายให้ความรู้แก่หน่วยงานหรือภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้มีความเข้าใจในการกระบวนการทำงาน สร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ว่าหากมีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีการทุจริตแล้วจะมีผลกระทบอะไรกับตนเองบ้าง สังคมและประเทศชาติจะเกิดความเสียหายอย่างไร ซึ่งผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ดีกว่าที่จะปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันแล้วมีเรื่องร้องเรียนมาที่ ป.ป.ช. ซึ่งสุดท้ายแล้วประเทศชาติก็ได้รับความเสียหาย สูญเสียงบประมาณแผ่นดิน เจ้าหน้าที่รัฐก็ถูกดำเนินคดี อาจถูกไล่ออกจากราชการหรืออาจถูกศาลตัดสินจำคุก สุดท้ายครอบครัวก็เดือนร้อนและก็จะมีผลกระทบมากมายต่อสังคมตามมา สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อสังคมยิ่งจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมมากกว่า
“การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จะสามารถแก้ไขประสบผลสำเร็จได้ต้องแก้ตั้งแต่ต้นเหตุของปัญหาด้วย ก็คือการสร้างความเข้าใจ การสร้างจิตสำนึกตระหนักรู้เท่าทันเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ผลกระทบที่เกิดกับตนเอง สังคมและประเทศชาติ ในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ก็พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาในการทำงานของส่วนราชการต่างๆ ไม่อยากให้มองว่า ป.ป.ช. ต้องไปจับผิดอย่างเดียว อันไหนที่ไม่เข้าใจ ก็ให้เข้ามาปรึกษาได้ เพราะบางครั้งอาจทำผิดโดยไม่ตั้งใจหรืออาจเกิดจากความไม่รู้ได้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมายินดีต้อนรับ และให้คำปรึกษาทุกโครงการ ทั้งก่อนดำเนินการ ระหว่างดำเนินการ จนแล้วเสร็จโครงการ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชน ให้เกิดความคุ้มค่า และเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย

