ปกป้องมัสยิดกลางฉลุงอายุ 100 ปี” เครือข่ายสัปบุรุษแถลงการณ์ประกาศเจตนารมณ์ใช้ มัสยิดกลางฉลุงละหมาดต่อไป หลังมีประกาศให้ย้ายออกเตรียมร้องจุฬาฯ หน่วยความมั่นคงเพื่อขอความยุติธรรม
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่มัสยิดกลางฉลุง หมู่ที่ 4 ต.ฉลุง อ.เมือง จ.สตูล นายมาหมาด อาดำ ประธานเครือข่ายสัปบุรุษ พร้อม นายบราเห็ม สลีมิน เลขาเครือข่ายฯ นายสมาน เจ๊ะสัน และ ชาวบ้านเครือข่ายสัปบุรุษที่ใช้มัสยิดกลางฉลุงเป็นที่ละหมาดกว่า 100 คน
หลังเสร็จสิ้นการร่วมละหมาดวันศุกร์ ได้พูดคุยหารือ และเปิดโต๊ะแถลงข่าวแสดงจุดยืนโดยนายมาหมาด อาดำ ประธานเครือข่ายสัปบุรุษ ประกาศจุดยืนในการไม่ย้ายสถานที่ละหมาดไปยังมัสยิดใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากมัสยิดแห่งนี้ประมาณ 300 เมตรอย่างแน่นอน เนื่องจากชาวบ้านเครือข่ายสัปบุรุษเห็นว่า มัสยิดกลางฉลุงแห่งนี้ ซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี มีคุณค่าทางจิตใจ มีจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่ร่วมกันบริจาคสะสมเงินในการก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจทางศาสนาอิสลามด้วยการละหมาดพร้อมกันมาจนถึงปัจจุบัน

แม้จะมีหนังสือจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ลงนามโดยนายอรุณ อุมาจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแจ้งให้ย้ายมัสยิด จากอาคารเก่าไปมัสยิดหลังใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ 4 เช่นเดียวกัน โดยเครือข่ายสัปบุรุษได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะไม่ย้ายไปยังมัสยิดแห่งใหม่อย่างแน่นอน
แถลงการณ์ครั้งนี้ ให้เหตุผล 6 ข้อคือ 1)ชาวบ้านหมู่ที่ 4 , 5 และข้างเคียงได้ประกาศสัตยาบันว่ายังคงใช้มัสยิดกลางฉลุง ที่มีอายุยาวนานนับ 100 ปีต่อไป
2.) เห็นว่าการแจ้งให้ย้ายไปยังมัสยิดใหม่ของ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล เป็นคำสั่งที่ไม่เป็นธรรมกับมัสยิดกลางฉลุง
3.) การสร้างมัสยิดใหม่ในครั้งนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการมัสยิดและชาวบ้าน
4.)คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ไม่ได้ควบคุมกำกับดูแลมัสยิดที่เกิดขึ้นใหม่ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.กิจการบริหารองค์กรศาสนาปี 2540 จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
5.) อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจสอบมูลนิธิที่ให้การสนับสนุนในการสร้างมัสยิดใหม่ ซึ่งเป็นงบประมาณมาจากต่างประเทศ มาใช้เพื่อสร้างความแตกแยกมากกว่าสนับสนุน และ
6.)ทางเครือข่ายสัปบุรุษจะเรียกร้องของความยุติธรรม ไปยังจุฬาราชมนตรีและหน่วยความมั่นคง ในเรื่องนี้หลังได้ทำเรื่องร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองสตูลแล้วต่อไป

นอกจากนี้เครือข่ายสัปบุรุษ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการจะให้มีการตั้งมัสยิดใหม่จริง ก็ไม่ควรจะใช้ชื่อซ้ำกันกับมัสยิดกลางฉลุง ที่มีคุณค่าต่อความรู้สึกของคนฉลุง และอยู่คู่ชุมชนมาอย่างยาวนาน
นายสมาน เจ๊ะสัน วัย 86 ปีเล่าว่า มัสยิดกลางฉลุง อยู่มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเมื่อวัยเด็กเห็นอิหม่าม อายุเป็น 100 ปีก็ใช้มัสยิดแห่งนี้ละหมาดแล้ว จู่ๆมาประกาศให้ย้ายมัสยิดทุกคนก็รับไม่ได้
และในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ทางเครือข่ายสัปบุรุษ ได้รับแจ้งจากทาง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูลว่า จะมีการนำเรื่องข้อร้องเรียนปัญหาดังกล่าว เข้าหารือและขอมติในที่ประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน

