วันที่ 11 สิงหาคม 2560 นายธีรพงษ์ เพ็ชรพงษ์ นายก อบต.รังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า มวลน้ำในแม่น้ำยมจากจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดพิษณุโลกไหลบ่าลงมาตามลำน้ำยมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดพิจิตรยังมีฝนตกสะสมติดต่อกันหลายวัน มีน้ำป่าด้านจังหวัดกำแพงเพชร ไหลบ่าลงมาสมทบ ส่งผลให้แม่น้ำยมที่ไหลผ่านพื้นที่อำเภอสามง่ามซึ่งเป็นจุดรับมวลน้ำจุดแรกของจังหวัดพิจิตรมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกินจุดวิกฤตไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกสร้างอยู่ริมตลิ่งของแม่น้ำยมในพื้นที่ตำบลรังนกจำนวน 5 หมู่บ้าน กว่า 200 หลังคาเรือน คือหมู่ที่ 3, 4, 7, 9 และหมู่ที่ 11 ซึ่งมีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 50 เซนติเมตรถึง 1 เมตร เส้นทางเข้า-ออกหมู่บ้านหลายหมู่บ้านถูกน้ำท่วมสูง และเส้นทางรังนก-สามง่ามฝั่งตะวันตก เส้นทางรังนก-วังเทโพ มวลน้ำกัดเซาะชำรุดและถูกตัดขาดเป็นช่วงๆ หลายจุด
นายธีรพงษ์กล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่กองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลรังนก ต้องเร่งนำป้ายแจ้งเตือนภัยและเตือนจุดอันตรายมาทำการติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้เส้นทางสัญจรผ่านไปมา ซึ่งประชาชนในพื้นที่ตำบลรังนกต้องนำเรือออกมาพายสัญจรไปมาในการเข้า-ออกหมู่บ้าน พร้อมกับขนย้ายสิ่งของมีค่า เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ สัตว์เลี้ยงขึ้นมาไว้ในที่สูง อย่างไรก็ตาม ชลประทานจังหวัดพิจิตรได้เผยว่ามวลน้ำดังกล่าวยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบประกอบไปด้วย อำเภอสามง่าม อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนารง และอำเภอโพทะเล ตามลำดับ
นายธีรพงษ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนจังหวัดพิษณุโลก มีการพร่องน้ำลงท้ายเขื่อน และมีการผันน้ำในแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน บริเวณคลอง DR-2.8 ส่งผลให้มวลน้ำน่านที่ไหลผ่านอำเภอเมืองพิจิตร อำเภอตะพานหิน และอำเภอบางมูลนากมีระดับเพิ่มสูงขึ้นใกล้ถึงจุดวิกฤตเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลหอไกร ตำบลบางไผ่ ตำบลเนินมะกอก และเขตเทศบาลเมืองบางมูลนาก เหลืออีกเพียง 60-70 เซนติเมตรก็จะเกินจุดวิกฤต อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมเร่งขนย้ายสิ่งของ สัตว์เลี้ยงไปไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิจิตรได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติเพิ่มเติมจากเหตุน้ำป่าไหลหลากและแม่น้ำล้นตลิ่ง รวม 11 อำเภอ 60 ตำบล 402 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 12 อำเภอ ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการได้นำเงินทดรองราชการเร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยดังกล่าวต่อตามความเหมาะสมต่อไป พร้อมทั้งทำหนังสือเร่งด่วนไปยังทุกอำเภอ ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เตรียมวัสดุอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้พร้อมเพื่อปฏิบัติการช่วยเหลือ

