หน้าแรก ภูมิภาค หนุ่มนักดำน้ำ...

หนุ่มนักดำน้ำโพสต์เจอ ฉลามหายาก2 ชนิด ถูกจับขึ้นแพปลาที่ภูเก็ต

16.08.17 | 21:17 น.

หนุ่มนักดำน้ำโพสต์ภาพฉลามหายาก 2 ชนิด ถูกเรือประมงจับขึ้นส่งแพปลาที่ภูเก็ต ตัดพ้อ“ดำน้ำแทบตายไม่เจอมาเจอในแพปลา”


ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Saranu Pinjaroen ซึ่งเป็นนักดำน้ำ ได้มีการโพสต์ภาพฉลามไม่ทราบชนิดจำนวนนับสิบตัวที่กองเรียงรายอยู่บนพื้น พร้อมระบุข้อความว่า “Very sad. พอได้เห็นก็รู้สึกเศร้า”

โดยหลังมีการโพสต์ภาพดังกล่าว ได้มีผู้เข้ามาสอบถามแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก โดย ส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่าฉลามหายากจะหมดไปจากทะเลไทย ขณะที่บางส่วนระบุว่าฉลามเหล่านี้ถูกจับขึ้นมาเพราะเงินค่าตอบแทนที่สูง

ทั้งนี้ผู้ โพสต์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ภาพดังกล่าวได้ถ่ายไว้ที่แพปลาแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับท่าเรือ เจียรวานิช ต.รัษฏา อ.เมืองภูเก็ต พร้อมระบุว่า “ เศร้าเลย ดำน้ำแทบตายไม่เจอมาเจอในแพปลา”

Advertisement

สำหรับฉลามในภาพที่ปรากฏนั้นเมื่อสังเกตอย่างละเอียดพบว่า มีลักษณะคล้ายกับฉลามเสือ(Tiger shark) ซึ่งเป็นฉลามที่พบไม่มากในประเทศไทย และอีกชนิดเป็นฉลามหูดำ หรือฉลามครีบดำ (Blacktip Reef Shark)ซึ่งพบได้บ่อยในแนวปะการังของทะเลอ่าวไทยและอันดามันแต่ก็มีจำนวนน้อยลง

ทั้งนี้ ปลาฉลามเสือ Tiger shark) มีลักษณรูปร่างอ้วนป้อม ปากกว้าง ปลายปากสั้นและทู่ ลำตัวเรียวไปทางปลายหาง คอดหางมีสันชัดเจน ครีบหางเรียวและมีปลายแหลม มีฟันใหญ่เป็นรูปสามเหลี่ยม มีขอบหยักเป็นจักคล้ายฟันเลื่อย พื้นลำตัวและครีบสีน้ำตาลหม่น มีลายพาดขวางตลอดข้างหลังและหางคล้ายลายของเสือโคร่ง จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก ซึ่งลายนี้อาจแตกเป็นจุดกระจายอยู่ทั่วไปหรือจางหมดไปเมื่อโตขึ้น ท้องมีสีจาง

ปลาฉลามเสือเมื่อโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 5 เมตร แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เคยพบคือ 7 เมตร น้ำหนักหนักที่สุดคือ 807.4 กิโลกรัม พบกระจายว่ายหากินอยู่ทั่วไปในน่านน้ำเขตอบอุ่นทั่วโลก มีพฤติกรรมชอบหากินตามแนวปะการังหรือบริเวณใกล้ชายฝั่ง หรือบริเวณปากแม่น้ำ โดยอาศัยตั้งแต่ระดับผิวน้ำจนถึงความลึก 140 เมตร ปกติมักอยู่ลำพังเพียงตัวเดียวและหากินในเวลากลางคืน ว่ายน้ำได้คล่องแคล่วว่องไวมาก มีอาณาเขตในการหากินกว้าง 100 ตารางกิโลเมตร โดยที่อาหารได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ เช่น เต่าทะเล รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในทะเล เช่น แมวน้ำ หรือ สิงโตทะเลด้วย ปลาฉลามเสือได้ชื่อว่าเป็นปลาที่กินไม่เลือกเหมือนเช่นปลาฉลามขาว (Carcharodon carcharias) เพราะมักเจอสิ่งที่ไม่ใช่อาหารในกระเพาะเสมอ ๆ เช่น ยางรถยนต์, กระป๋องน้ำ, เศษไม้ หรือ พลาสติก ซึ่งล้วนแต่เป็นขยะที่มนุษย์โยนทิ้งลงทะเลทั้งสิ้น
ปลาฉลามเสือ นับได้ว่าเป็นปลาฉลามอีกชนิดหนึ่งที่มีอันตรายต่อมนุษย์ เพราะมีนิสัยดุร้ายและมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เลือก ในพื้นที่ทะเลของไทยนับได้ว่าเป็นปลาฉลามที่อาจทำร้ายมนุษย์หรือนักดำน้ำได้ร่วมกับ ปลาฉลามหัวบาตร (Carcharhinus leucas) และ ปลาฉลามครีบดำ (C. melanopterus) โดยสถานที่ ๆ มีรายงานปลาฉลามเสือทำร้ายนักดำน้ำหรือนักโต้คลื่นมากที่สุด คือ ฮาวาย เชื่อว่าเกิดจากเหตุที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว จึงทำให้ปลาฉลามเสือเห็นกระดานโต้คลื่นผิดไปเป็นแมวน้ำซึ่งเป็นอาหาร กอรปกับการที่มีเต่าทะเลซึ่งเป็นอาหารอีกอย่างหนึ่งกระจายพันธุ์สูงด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับในปัจจุบันยังไม่มีกฏหมายคุ้มครอง ฉลามที่ชัดเจน มีเพียงฉลามวาฬเพียงชนิดเดียว ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแนบท้าย กฎกระทรวง กำหนดให้เป็นสัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ประกอบด้วยสัตว์ป่าจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 201 ชนิด นก 952 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 91 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 12 ชนิด แมลง 20 ชนิด ปลา 14 ชนิด และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ 12 ชนิด