วันที่ 10 มีนาคม เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 7 ต.หลุมเข้า อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี รวมตัวกันเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากทางราชการในการดำเนินคดีเรื่องการละเมิดที่ดินสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ โดยกล่าวว่าที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนนั้นได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยต่อมาได้มีชาวบ้านในพื้นที่ได้ทำการแอบอ้างที่ดินดังกล่าวว่าเป็นที่ดินของตนและทำการสวมรอยออกเป็นโฉนดที่ดินทำกินส่วนบุคคล ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ออกมาคัดค้านจนเป็นเหตุให้มีการฟ้องศาลในการสู้คดีดังกล่าวขึ้น ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 16 ปี แต่คดีความดังกล่าวนั้นไม่คืบหน้าเท่าที่ควรจึงได้รวมตัวกันออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ เนื่องจากการดำเนินคดีบางส่วนมีผลออกมาบ้างแล้วแต่ผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะยังคงไม่ยอมออกจากที่ดังกล่าว และเมื่อเข้าร้องต่อเจ้าหน้าที่อำเภอไปหลายครั้งก็ยังไม่มีผลความคืบหน้า ชาวบ้านจึงได้ออกมารวมตัวกันอีกครั้งจนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นระหว่างชาวบ้านกลุ่มผู้คัดค้านซึ่งถูกฟ้องศาล และเจ้าของที่ดินที่อ้างตนว่าที่ดินที่ครอบครองอยู่นั้นได้รับมรดกตกทอดมาจากบิดา ไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ดังที่กล่าวอ้าง จนเป็นเหตุให้มีการแจ้งความข้อหาบุกรุกที่ส่วนบุคคล
ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองขาหย่าง รวมไปถึงปลัดอำเภอหนองขาหย่าง เจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอหนองขาหย่าง เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม และเจ้าหน้าที่ทหาร ต้องลงพื้นที่เข้าไกล่เกลี่ย และชี้แจงถึงเหตุและผลในการดำเนินการของชั้นศาลในปัจจุบันข้างตนให้ชาวบ้านได้ทราบ พร้อมกับมีการชี้แจงทั้ง 2 ฝ่าย และมีการทำข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายในเรื่องดังกล่าว โดยทางปลัดอาวุโสอำเภอหนองขาหย่างได้กล่าวว่า ขณะนี้การดำเนินการในเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะดังกล่าวนั้นยังอยู่ในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งในเอกสารสิทธิและแปลงที่ดินว่าจุดไหนเป็นที่สาธารณะบ้าง ซึ่งเบื้องต้นนั้นได้เข้าพูดคุยทำความเข้าใจแก่ชาวบ้านผู้คัดค้านว่าให้ทำการประนีประนอมในการให้นายสุวิทย์ และพวก ผู้ที่เข้าบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ในแปลงพื้นที่ 6 ไร่ และ 19 ไร่เศษ ว่าให้บุคคลทั้งหมดยังคงอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไปก่อนเพื่อให้ทางศาล ทางที่ดิน และทางอำเภอ รวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดในการยืนยันการครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์ว่าเป็นแท้จริงแค่ไหนและจุดใดบ้าง เมื่อข้อมูลและเอกสารครบแล้วจึงจะดำเนินการให้บุคคลดังกล่าวออกจากที่ดินสาธารณะประโยชน์อย่างแน่นอน ปลัดอาวุโสอำเภอหนองขาหย่างกล่าว โดยหลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขอให้ชาวบ้านนั้นยุติเรื่องดังกล่าวและให้แยกย้ายกันไป
จากการสอบถามผู้คัดค้านในเรื่องดังกล่าว นางอุไร ท่าเจ็ง เล่าว่า ตนและพวกรวมกัน 6 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านหมู่ที่ 7 ต.หลุมเข้า อ.หนองขาหย่าง จ.อุทัยธานี 4 ใน 6 ผู้ที่ตกเป็นจำเลย ถูกนายสุวิทย์ คำเครือ ยื่นคำฟ้องต่อศาลในการยืนยันว่าที่ดินที่นายสุวิทย์ ครอบครองในพื้นที่หมู่ 4 ต.หลุมเข้า อ.หนองขาหย่าง จำนวน 6 ไร่ 44 ตารางวา นั้นเป็นมรดกตกทอดไม่ใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ดังที่ตนทั้ง 6 คนและชาวบ้านในพื้นที่กล่าวอ้างและคัดค้านการออกโฉนดพร้อมกับคิดค่าเสียหายจากจำเลยทั้ง 6 คนละ 5,000 บาท และห้ามมิให้จำเลยทั้ง 6 นั้นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของตนอีก แต่ตนและพวกทั้ง 6 คนนั้นได้มีการดำเนินการต่อสู้ในชั้นศาลในการพิสูจน์ว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์จริง ซึ่งเกิดการฟ้องร้องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 จนถึงปัจจุบันตนและพวกทั้ง 6 คน ได้ต่อสู้คดีอย่างไม่ย่อท้อจนต่อมานางมณี นิระโรค และนางประคอง คามบุตร ผู้ที่ตกเป็นจำเลยร่วมกันทั้ง 2 นั้นเสียชีวิต ทำให้เหลือเพียง 4 คนเท่านั้นที่ยังคงเดินหน้าต่อสู้เอาที่ดินหลวงคืนสู่ตำบล เพื่อให้กลับมาเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ไปจนสู่รุ่นลูกหลานดังเดิมต่อไป โดยเล่าต่อไปว่า ที่ดินสาธารณประโยชน์ไม่ได้เป็นที่ดิน น.ส.2 ตามคำฟ้องของนายสุวิทย์ และที่ดินดังกล่าวนั้นอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 ไม่ใช่หมู่ 4 ต.หลุมเข้าแต่อย่างใด

โดยที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทางราชการได้สงวนไว้เนื้อที่ประมาณ 35 ไร่ เพื่อเป็นที่หลบภัยทางอากาศและให้ราษฎรใช้ที่ดินร่วมกัน โดยเป็นที่เลี้ยงสัตว์ ขุดทรายไปใช้ประโยชน์ ตัดฟืน หาของป่าและบางส่วนในที่ดินสาธารณะดังกล่าวนั้นได้มีการขุดสระเพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ โดยการจ้างแรงงานชาวบ้านในพื้นที่ ในยุคสมัย พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังเรียกสระนั้นว่า สระคึกฤทธิ์ จนถึงปัจจุบัน แต่ต่อมาเมื่อปี 2518 ได้มีนายสุวิทย์ คำเครือ พร้อมด้วยนายทองเติม หรือ เติม ปานแร่ และนายถวัลย์ นาวิก กับพวกได้เข้ามาบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวบางส่วนโดยการนำที่ดินสาธารณะไปรวมกับที่ดินส่วนบุคคลของตน จากเนื้อที่ 11 ไร่เศษ เป็น 19 ไร่ 50 ตารางวา พร้อมกับทำการออกโฉนดเป็น น.ส. 3 เมื่อปี 2521 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีชาวบ้านหมู่ที่ 7 ต.หลุมเข้า ได้เข้าร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว และในการดำเนินการสำรวจที่ดินเพื่อออกโฉนดของบุคคลผู้กล่าวอ้างดังกล่าว ซึ่งตอนนั้นมีประชาชนในพื้นที่ออกมาคัดค้านจำนวนมากเพียงแต่ไม่มีผู้ใดลงชื่อในการคัดค้านเท่านั้น จึงทำให้มีเพียงชื่อของตนและพวกรวม 6 คนในคำร้องคัดค้าน จนไปถึงการฟ้องศาลที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งตอนนั้นระหว่างการพิจารณา นางมณี นิระโรค ผู้เป็นจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายจำเลยที่ 1 ออก และศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้นายสุวิทย์ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนพวกตนซึ่งเป็นจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท ต่อมานายสุวิทย์ ได้ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 นั้น นางประคอง คามบุตร ผู้เป็นจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย จึงถูกจำหน่ายออกจากสารบบความอีกคน แต่แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ได้พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์คือนายสุวิทย์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครองครองที่ดินดังกล่าว โดยให้ตนที่เหลือทั้ง 4 ไปถอนคำคัดค้านการรังวัด นอกจากนี้ที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากนายสุวิทย์นั้น ได้กล่าวอ้างว่า ที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นของมารดานางชะลอรัตน์ นาวิก และมารดานางชะลอรัตน์ได้ยกให้นางชะลอรัตน์และนายถวัลย์ นาวิก (สามี) และต่อมา นางชะลอรัตน์และนายถวัลย์ได้ทำการยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นายสุวิทย์ ครอบครองทำสวนผลไม้และปลูกบ้านอยู่อาศัย โดยอ้างว่าตั้งแต่ที่ได้รับยกให้นั้นไม่ได้มีผู้ใดมาทำการโต้แย้งคัดค้านการครอบครอง จึงได้ทำการยื่นขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าวเป็นใบจอง (น.ส.2) โดยมีนายสุเทพ โชคทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ได้เป็นผู้ทำบันทึกรับรองว่าที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินส่วนบุคคลไม่ใช่ที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งเมื่อตนและพวกทราบข่าวก็ได้เข้ายื่นเรื่องคัดค้านอีกครั้ง ทำให้การรังวัดที่ดินดังกล่าวต้องหยุดลงอีกครั้ง และทำการยื่นเรื่องต่อศาลใหม่อีกครั้งว่าที่ดินดังกล่าวและที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินนายสุวิทย์ คำเครือ พร้อมด้วยนายทองเติม หรือ เติม ปานแร่ และนายถวัลย์ นาวิก กับพวก นั้นมีเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ และตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 ต.หลุมเข้า โดยเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยมีอาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับที่ดินมีโฉนดของนายอิน เจนสาริการณ์ ทิศใต้ติดทางเกวียน ทิศตะวันออกติดทางร่องน้ำยายเนียม และทิศตะวันตกติดที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของนางจอก ปานแร่ มารดา นายเติม ปานแร่ ได้บุกรุกที่ดินสาธารณะและทำการออกโฉนดเป็นที่ดินส่วนบุคคลของตนเอง จากพื้นที่ 11 ไร่เศษ เป็น 19 ไร่ ในปี 2525 ซึ่งตนรวมทั้งชาวบ้านหมู่ที่ 7 และในพื้นที่ใกล้เคียงนั้นทราบดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์จริง จึงได้รวมตัวกันไปร้องเรียนต่อนายอำเภอหนองขาหย่าง
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่อำเภอหนองขาหย่างได้ลงพื้นที่ทำการตรวจสอบจนเป็นผลแน่ชัดแล้วพบว่าที่ดินที่นายบุญเติมครอบครองนั้นเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์จริงและมีคำสั่งจากนายอำเภอหนองขาหย่างให้นายเติมออกจากพื้นที่ดังกล่าว แต่นายเติมยังคงไม่ยอมออกจากที่ดินดังกล่าวและยังคงทำการขอยื่นเรื่องออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใหม่ จากเนื้อที่ 11 ไร่ เป็น 19 ไร่ 50 ตารางวา ตาม น.ส.3ก. ทำให้แสดงได้ว่ามีการรุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์จริง ซึ่งมีนายจวน นิระโรค เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 มาตั้งแต่ปี 2518 ช่วยเป็นพยานจำเลยปากเอก ในการพลิกคดีดังกล่าวนี้ว่า ก่อนที่นายบุญ หรือนายสมบุญ อันทฉาย จะออกจากการเป็นผู้ใหญ่บ้านนั้น ชาวบ้านได้ขอให้นายบุญทำบันทึกว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยขณะที่ทำบันทึกนั้นนายจวนก็อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย พร้อมกับมีการทำบันทึกเอกสารโดยนายอิน มีสี ได้ทำขึ้นเกี่ยวกับหลักฐานประจำปีของชาวบ้านภายในหมู่บ้านว่าได้ทำนากี่ไร่และเสียกี่ไร่ ซึ่งในบันทึกนั้น นายเติม ปานแร่ อยู่ในลำดับที่ 11 จากการระบุรายชื่อชาวบ้านทั้งหมด 36 ลำดับ โดยระบุไว้ว่า นายเติม บุญแร่ ทำนาในที่สาธารณะเนื้อที่ 19 ไร่ ซึ่งเป็นบัญชีสำรวจข้าวที่ได้และเสียและการเช่าที่นา ไว้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2522 ซึ่งได้มีการระบุข้อความไว้ชัดเจนว่า นายเติม ทำนาในที่สาธารณะ จำนวน 19 ไร่ ที่ได้ข้าว 10 ไร่ ที่เสีย 9 ไร่ และยังมีสมุดที่เคยได้ทำการบันทึกรายชื่อราษฎรที่ขุดสระทำฝายหนองกาหลง และเกลี่ยลูกรังของหมู่ที่ 7 รวมไปถึงบัญชีสัตว์ของราษฎรที่ยังไม่ได้ทำตั๋วรูปพรรณทะเบียนเกวียน รวมไปถึงสายเวรตรวจประจำหมู่บ้าน รายชื่อราษฎรที่ทำบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งการบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำผิดอาญาและการปรับความเข้าใจในกรณีต่างๆ ของลูกบ้านในสมัยนั้นด้วย ทำให้ศาลเห็นว่าสมุดบันทึกนี้มีการบันทึกเหตุการณ์ที่ผ่านมาจริงและมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามอำนาจหน้าที่อย่างแท้จริง จึงสามารถใช้ในการอ้างอิงและเป็นหลักฐานได้ ศาลฎีกาจึงพิจารณาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าใช้ฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ แต่ด้วยเมื่อผลนั้นออกมาเช่นนี้ตนและพวกจึงอยากให้ทางส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนั้นเข้ามาจัดการอย่างจริงจังเสียที เพราะพื้นที่ จำนวน 19 ไร่ที่นายบุญเติมครอบครองอยู่นั้นยังคงมีการกล่าวอ้างเป็นผู้ครอบครองโดยมีโฉนดซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นที่ดินออกโฉนดให้ได้อย่างไร

จนมาถึงตอนนี้นายบุญเติมได้เสียชีวิตไปไม่ถึงปี บุตรของนายบุญเติมทั้ง 4 คนก็ได้ทำการแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอดของนายบุญเติมซึ่งมีที่ดินสาธารณประโยชน์รวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งที่สาธารณะเกือบ 40 ไร่นั้น ถูกบุกรุกไปครอบครองทั้งหมดแต่ไม่ใช่มีเพียง นายสุวิทย์ และนายบุญเติม เท่านั้น ยังมีผู้บุกรุกอีกหลายรายซึ่งคนและพวกจะเดินหน้าต่อสู้เพื่อเอาที่ดินนั้นกลับคืนมาให้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ดังเดิมให้ได้ ต่อให้เหนื่อยยากลำบากแค่ไหนหรือถึงแม้ว่าทางราชการในพื้นที่จะแก้ไขเอาที่ดินสาธารณประโยชน์ผืนนี้กลับมาไม่ได้ ตนกับพวกจะยื่นหนังสือไปถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้จะต้องถึงมือนายกรัฐมนตรีให้ได้เนื่องจากเมื่อครั้งที่นายกรัฐมนตรีมาเยือนที่จังหวัดชัยนาท และจังหวัดอุทัยธานี ตนนั้นไม่สามารถยื่นหนังสือถึงนายกฯได้ ยอมรับว่าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องที่นี่รับเรื่องทุกครั้งแต่ผลการดำเนินการแก้ไขนั้นมันล่าช้ามานานกว่า 16 ปีแล้ว ซึ่งตนก็อยากให้จบลงสักที