เมื่อวันที่ 12 กันยายน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล เปิดเผยกรณีเมารดาก่อเหตุฆาตกรรมลูกซึ่งป่วยเป็นโรคออทิสติก ว่า ครอบครัวที่มีความพร้อมก็คาดหวังที่จะมีลูก ซึ่งหากลูกแข็งแรงสมบูรณ์ก็มีความสุข แต่ก็ยังมีต้องมีการปรับตัวอื่นๆ ตามมาหลายๆ อย่าง ในทางกลับกัน หลายๆ ครอบครัวก็พบว่าลูกไม่ได้เป็นไปอย่างที่คาดหวัง อาทิ เจ็บป่วย พิการในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นแทนที่จะเป็นของขวัญก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล เครียด โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพจิตใจ พ่อ แม่ รวมถึงเศรษฐกิจของครอบครัว ซึ่งพบเกินร้อยละ 50 ยิ่งทำให้การดูแลเด็กเป็นเรื่องยากมากขึ้น หลายๆ ครอบครัวเจอสภาพปัญหาใหม่ๆ เข้ามาเสมอ
ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า โรคออทิสติก แตกต่างจากโรคอื่นๆ อย่างมาก และเป็นความแตกต่างอย่างน่าเห็นใจ ถ้าเปรียบเทียบความพิการทางกาย พ่อ แม่จะเห็นรูปลักษณ์ความผิดปกติอย่างชัดเจน และคงที่ แต่ออทิสติก ความเครียดของพ่อแม่จากการที่ลูกสื่อสารไม่ได้ตามวัย พัฒนาการล่าช้า ลูกไม่มีทักษะทางสังคม มีปัญหาพฤติกรรมซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอด สร้างความตระหนก ไม่เชื่อมั่นให้พ่อ แม่เรื่อยๆ ยิ่งผนวกกับการที่ชีวิตพ่อ แม่ที่ต้องแบกรับภาระต่างๆ ก็ยิ่งเครียดกระทบปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว การงาน การเงินตามมา ยิ่งเครียดและปรับตัวในการใช้ชีวิตได้ยาก ซึ่งพบได้เกินร้อยละ 50 บางรายกลายเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้นการดูแลต้องดูแลทั้งครอบครัว
พญ.อัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับเด็กรายนี้มีข้อจำกัดจริงๆ มีความพิการจากตัวโรค ครอบครัวยากจน ดูแลลูกด้วยความยากลำบาก พ่อเด็กยังมาเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงที่เด็กเองก็ยังไม่พร้อมที่จะดูแลตัวเอง แม่ก็ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ แม่ซึ่งเป็นแม่บ้านก็ต้องออกมาหาเลี้ยงลูกกลายเป็นคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง ความเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากมากขึ้น สิ่งที่รุมเร้าก็ซ้ำเติมให้แม่มีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ จนอาจจะมองไม่เห็นทางออกของชีวิต และเลือกตัดสินใจที่ไม่ถูกทิศทาง ซึ่งที่จริงนอกจากการแก้ไขพฤติกรรมส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาที่สมวัยมากที่สุด แม่ยังสามารถขอรับการดูแลทางสังคมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งรายนี้ก็เคยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูลเหมือนกัน สำหรับแม่ท่านนี้พยายามทำร้ายตัวเองด้วย ดังนั้นตอนนี้ก็ส่งทีมจิตแพทย์ลงไปดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว
“โรคออทิสติก เป็นความผิดปกติในแง่ของพัฒนาการที่เกิดขึ้นมากในเรื่องทักษะในการสื่อสารทั้งภาษาพูด และภาษากาย มีข้อจำกัดทางสังคม สื่อสารความต้องการของตัวเองไม่เป็น และไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น อาจจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมซ้ำซาก เกรี้ยวกราด เมื่อโตขึ้น ในรายที่อาการรุนแรงอาจจะใช้พละกำลังของตัวเองไม่ถูกทิศทาง พฤติกรรมที่คนอื่นมองเห็นแล้วไม่เข้าใจว่าคืออะไร เกินครึ่งมีสติปัญญาบกพร่อง พัฒนาการล่าช้าร่วมด้วย สำหรับการรักษา หากรักษาเร็วก็เพิ่มโอกาสในการทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้”พญ.อัมพรกล่าว

