หน้าแรก ภูมิภาค ชาวบ้านบุกศาล...

ชาวบ้านบุกศาลากลางยโสธร ยื่นขอให้ยกเลิกใช้ยาฆ่าหญ้า 3 ชนิด ขณะที่ผู้ว่าฯสั่งผู้ขายงดโฆษณา-แจกรางวัล

19.09.17 | 14:38 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 กันยายน ที่หน้าศาลากลางหลังเก่า จ.ยโสธร นายบุญทอง วิเศษชาติ อายุ 58 ปี กำนันตำบลโนนเปือย อ.กุดชุม จ.ยโสธร ในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคม จ.ยโสธร พร้อมด้วยเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ จ.ยโสธร, เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จ.ยโสธร, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ยโสธร, ชมรมรักษ์ธรรมชาติ และองค์กรภาคประชาสังคมที่ร่วมคัดค้านการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวม 18 เครือข่าย จำนวน 100 กว่าคน เดินทางมายื่นหนังสือขอให้ยกเลิกและจำกัดการใช้สารพิษที่มีความเสี่ยงสูง ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ผู้ว่าฯยโสธร เป็นตัวแทนรับมอบ

นายบุญทองกล่าวว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง มี 4 กระทรวงหลักประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุขเป็นคณะกรรมการได้มีมติเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2556 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการดังนี้

1.ให้มีการเพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 2 ชนิด ได้แก่ พาราควอต สารเคมีกำจัดวัชพืชซึ่ง 48 ประเทศยกเลิกการใช้แล้วเพราะพิษเฉียบพลันสูงและเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน และคลอร์ไพริฟอส สารเคมีกำจัดแมลงซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กทารกอย่างถาวรและหลายประเทศทั้วโลกห้ามการใช้ในพืชและอาหาร
2.ให้มีการกำจัดการใช้ไกลโฟเซต สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งองค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นสารน่าจะก่อมะเร็งสอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในประเทศไทยโดยห้ามใช้ในเขตชุมชน พื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กลับแถลงอย่างเป็นทางการว่าจะไม่ดำเนินการตามมติดังกล่าวในข้อที่ 1 โดยอ้างว่ากระทรวงเกษตรฯขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพอนามัย แต่จะส่งเรื่องนี้ให้กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ได้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอนามัยเช่นกัน เพื่อพิจารณาก่อนจะดำเนินการใดๆ ตามข้อเสนอ การกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการถ่วงเวลาในการดำเนินการตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานให้เนิ่นช้าออกไป และอาจมีเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนที่ค้าสารพิษโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐเองได้เสนอให้มีการยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2 ชนิด คือ เมโทมิลและคาร์โบฟูราน แม้เวลาผ่านพ้นไปแล้วมากกว่า 4 ปี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมกลับมิได้ดำเนินการยกเลิกสารดังกล่าว

นายบุญทองกล่าวต่อว่า องค์กรทั้ง18 เครือข่าย ขอให้ทาง จ.ยโสธร และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการดำเนินการดังนี้ 1.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตรอาศัยอำนาจตามมาตรา 27, ม.28 และ ม.29 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับปรับปรุงแก้ไข 2551) ไม่ต่ออายุใบอนุญาตแก่สารพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เช่นเดียวกับที่กรมวิชาการเกษตรไม่ให้ใบอนุญาตสารเมโทมิลและคาร์ฟูราน

Advertisement

2.ในระหว่างที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังมิได้ดำเนินการจัดการประเภทให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ให้กรมวิชาการเกษตรอาศัยอำนาจตามาตรา 25 พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเพิ่มเติมเงื่อนไขลดจำนวนการนำเข้าสารทั้งสองชนิดลงเป็นลำดับ ตามกำหนดเวลาตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อน

3.สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมดกเนินการให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดบนำเอาข้อมูล เหตุผล และมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯเพื่อให้มีการยกเลิกการใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยจัดให้ทั้งสองสารเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 และจำกัดการใช้ไกลโฟเซตตามข้อเสนอโดยเร็ว และการจัดประชุมที่จะเกิดขึ้นนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานและเลขานุการของคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องห้ามบุคคลที่เป็นกรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียและมีความสัมพันธ์กับสมาคมการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเข้าร่วมในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

4.ในระหว่างที่การดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่แล้วเสร็จ โปรดพิจารณาสั่งการในนามผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้มีการห้ามหรือจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ตามความเหมาะสมเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยห้ามมิให้มีการใช้สารทั้ง 3 ชนิดในพื้นที่สาธารณะ ต้นน้ำ แหล่งน้ำ แม่น้ำลำคลอง ถนนและใกล้ชุมชน นอกจากนี้ ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบกำกับดูแลและเฝ้าระวังการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด ให้เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งกลไกการทำงานเพื่อดำเนินการและขับเคลื่อนการลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชภายใน จ.ยโสธร

นายบุญธรรมกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางจังหวัดได้พูดคุยหารือระหว่างหน่วยงานมาพอสมควรแล้ว และมีความชัดเจนในจังหวัดที่จะลดเลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน เพราะมีตัวเลขหรือข้อมูลที่ผ่านการวิจัยว่าสารดังกล่าวมีผลกระทบต่อสติปัญญาของเด็กแรกเกิด ตัวชี้วัดล่าสุดเกี่ยวกับไอคิวของเด็กใน 5 จังหวัดใกล้เคียงพบว่ามีพัฒนาการหรือไอคิวต่ำสุด และมีผลวิจัยอีกว่าสารเคมีอันตรายนั้นไม่ว่าแม้จะสัมผัสโดยตรงหรือทางอ้อม จะส่งผลถึงเด็กในท้องเสมอ ดังนั้น ในวันนี้จะแยกเป็นสามประเด็น คือ 1.เรื่องนโยบายก็ต้องช่วยกันผลักดันเสนอนโยบายสาธารณะโดยวันนี้ทางจังหวัดรับเรื่องไว้แล้วจะรีบดำเนินส่งไปให้ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุข 2.ในเชิงปฏิบัติมีหลายอย่างที่ตนคิดว่าจังหวัดยโสธรทำได้โดยไม่ต้องรอกฎหมาย เช่นชาวบ้านต้องขยายเครือข่ายร่วมกันไม่ใช้สารเคมีดังกล่าว ผู้ขายก็ขายไม่ได้และจะไม่นำมาจำหน่าย ดังนั้น การรณรงค์ถึงพิษของสารเคมีภัย ตนจะมอบให้สาธารณสุขจังหวัดและมอบให้เป็นวาระของจังหวัดเพื่อให้ผู้ใช้เห็นถึงพิษภัยของสารดังกล่าว และ 3.ตนจะขอให้ดีเจที่จัดรายการวิทยุชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้านที่พูดออกหอกระจายเสียง ให้ขอความร่วมมือเกี่ยวกับการงดการประชาสัมพันธ์ การใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงที่เป็นอันตราย ตนเชื่อว่าหากพวกเราทุกคนทุกหมู่บ้านในจังหวัดร่วมมือกันจากจุดเล็กๆ หากชี้ให้เห็นถึงข้อมูลข้อเท็จจริงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม ตนจะสั่งให้ปลัดจังหวัดยโสธร เกี่ยวกับเรื่องการพูดโฆษณา การแจกรางวัล และการขออนุญาตแจกรางวัล ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายจะขอให้ทุกอำเภองดการออกใบอนุญาต