เกิดเพลิงไหม้ห้างค้าทองหนองไผ่ เกือบเผาวอดทั้งย่านชุมชน จนท.ต้องทุบกระจกด้านข้างเพื่อฉีดน้ำ หลังเจอระบบป้องกันโจรกรรมจนเข้าหน้าร้านไม่สะดวก คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟฟ้าจนเพลิงลุกไหม้
เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 21 กันยายน เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นที่ห้างทองพัฒนาสาขาหนองไผ่ ซึ่งเป็นอาคารตึกสูง 3 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดง ริมถนนสายสระบุรี-หล่มสัก ในเขตเทศบาลตำบลหนองไผ่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ โดยต้นเพลิงอยู่บริเวณชั้นล่าง ทำให้เจ้าของร้านพร้อมเครือญาติเร่งขนย้ายทองรูปพรรณจากตู้โชว์ใส่รถเก๋งเพื่อหลบเพลิงไหม้ ต่อมารถดับเพลิงเทศบาลตำบลหนองไผ่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นข้างเคียงรวม 4 คัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยและอาสาสมัครมูลนิธิกู้ภัยร่วมกตัญญูได้ถูกระดมมาช่วยกันฉีดน้ำ โดยมีนางศิริชัย จันทร์พัชรินทร์ นายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ เดินทางไปอำนวยการดับเพลิงในที่เกิดเหตุด้วยตนเอง
เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุเป็นห้างทอง ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องกันบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเข้าไปภายในห้างที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ห้างทองดังกล่าวยังมีระบบป้องกันการโจรกรรมหน้าร้าน ทำให้เจ้าหน้าที่นำสายฉีดน้ำเข้าไปสกัดเพลิงไม่สะดวก ประกอบกับพบเห็นเพลิงกำลังลุกลามไหม้เหนือกล่องสี่เหลี่ยมติดกระจกบริเวณด้านข้างตึก เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจทุบกระจกจนแตก ทำให้สามารถระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงที่กำลังลุกลามติดพรมที่พื้นห้องและกำลังลุกลามติดตู้โชว์ไว้ได้
จากนั้นยังใช้รถกระเช้ายกพนักงานดับเพลิงขึ้นไปที่อาคารชั้น 3 หลังพบกลุ่มควันหนาแน่นผิดปกติ หลังเข้าเคลียร์พื้นที่ไม่พบว่าเพลิงลุกติดขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ใช้ระเวลาราว 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ท่ามกลางความโล่งใจของประชาชนในเขตเทศบาลรวมทั้งผู้ที่มีอาคารร้านค้าหรือที่พักติดกับอาคารจุดเกิดเหตุ เนื่องจากบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นย่านชุมชน ที่มีอาคารและบ้านพักค่อนข้างหนาแน่น
นายศิริชัย จันทร์พัชรินทร์ นายกเทศมนตรีตำบลหนองไผ่ กล่าวว่า ต้นเพลิงเกิดขึ้นในอาคารชั้นล่าง คาดว่าคงเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรตรงบริเวณปลั๊กไฟฟ้า เนื่องจากมีอุปกรณ์เครื่องใช้อยู่หลายชนิดและมีผู้ได้ยินเสียงระเบิดก่อนที่เพลิงจะลุกติด แต่เนื่องจากห้างทองดังกล่าวมีระบบป้องกันการโจรกรรมทำให้เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดับเพลิงค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร อย่างไรก็ตามถือว่าโชคดีที่เกิดเหตุขึ้นในช่วงกลางวันและสามารถดับได้ทันท่วงที หากยังลุกลามไหม้กว่านี้คงจะลำบาก เพราะจุดเกิดเหตุเป็นย่านเศรษฐกิจและย่านชุมชนที่มีอาคารหนาแน่นด้วย ส่วนสาเหตุที่แท้จริงนั้นคงต้องรอให้ทางพนักงานสอบสวนหาสาเหตุต่อไป

