ประชุมสภาอบจ.ภูเก็ต ดุเดือด ผู้ว่าฯรุดร่วมประชุมขอให้ช่วยแก้ปัญหาไลฟ์การ์ดไม่ให้กระทบท่องเที่ยว หลัง บ.ไลฟ์การ์ดฯ ถอนตัวไม่ยื่นซองประมูลต่อเพราะถูกตัดงบเหลือ 19.8 ล้าน ด้าน ส.จ.ร่วมโต้ไลฟ์การ์ดแถลงข่าวทำสภา อบจ.เสื่อมเสีย เผยเหตุผลไม่เพิ่มงบเพราะงานน้อยลง
เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ห้องประชุมสภาชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.) นายธีระ เจี่ยสกุล ประธานสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตได้เปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ประจำปี 2560 สมัยที่ 2 (ครั้งที่ 3) โดยมีนายวัชรินทร์ ปฐมวัฒนพงศ์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต ปฏิบัติหน้าที่นายก อบจ.ภูเก็ตพร้อมด้วยสมาชิกสภา (ส.จ.) อบจ.ภูเก็ตเข้าร่วม ต่อมานายนรภัทร ปลอดทอง ผวจ.ภูเก็ตได้เข้าร่วมประชุม เพื่อฝากติดตามกรณีการจัดจ้างทีมไลฟ์การ์ดประจำชายหาดต่างๆในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เนื่องจากในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้จะหมดสัญญาว่าจ้างบริษัท ภูเก็ตไลฟ์การ์ด เซอร์วิส ซึ่งเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ตต่อสภาด้วย
นายนรภัทร ปลอดทอง ผวจ.ภูเก็ตกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็น ประเด็นที่ท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายท่านโดยเฉพาะ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความสนใจโทรมาสอบถาม ซึ่งตนได้เรียนไปตามตรงว่าอยู่ระหว่างการแก้ไข ซึ่งขอเรียนในห้องประชุมนี้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง หลายฝ่ายสอบถามเพื่อความมั่นใจว่าตกลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้จะมีเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดที่ชายหาดอยู่อีกมั้ย ซึ่งก็ได้ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ในกระบวนการตั้งงบประมาณแก้ไขให้อยู่ และได้ตั้งแผนสำรองไว้กรณีไลฟ์การ์ดจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างที่กำลังแก้ไขในทางงบประมาณ หรือหาผู้รับผิดชอบต่อ ซึ่งก็ได้เรียนตรงๆ กับผู้ใหญ่ ทั้งนี้จากกระแสข่าวดังกล่าวนั้นมีผลต่อภาพรวม การท่องเที่ยวทั้งกรุ๊ปทัวร์ของต่างประเทศ โรงแรม ที่กำลังจะจองเข้ามาในเวลาอันใกล้นี้ จึงฝากประเด็นพิจารณาไว้กับสภาแห่งนี้ เกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งปริมาณนักท่องเที่ยว ในอดีตกับปัจจุบัน กับภารกิจขอเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดที่เพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้าที่ทางจังหวัดเองได้ของบประมาณไปที่กรมการท่องเที่ยว จำนวน 38 ล้านบาทเพื่อซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์การช่วยชีวิต หรือโดรน
ด้าน นายกันตพัฒน์ พิสิฐคุณานนท์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวในระหว่างอภิปราย ว่า จากที่ บริษัทภูเก็ตไลฟ์การ์ด เซอร์วิสได้มีการแถลงข่าวลงในสื่อต่างๆ หลายสำนัก จนเป็นประเด็นร้อนของภูเก็ตนั้น ตนเองคิดว่าเรื่องนี้ ได้พูดและให้เหตุผลไปแล้วในการประชุมสภาครั้งที่ผ่านมาละเอียดมากพอแล้ว แต่เมื่อมีการโยนระเบิดเข้ามาในสภา ทำลายชื่อเสียงของอบจ.ภูเก็ต ภาคการท่องเที่ยวเสียหาย สร้างความไม่เชื่อใจให้กับ นทท. และยังเสื่อมเสียเกียรติของสภาที่ให้ความเห็นชอบในการแปรญัตติ ตัดงบประมาณโครงการไลฟ์การ์ดช่วยเหลือ นทท.
บริษัท ไลฟ์การ์ดยังได้ให้สัมภาษณ์ทางสื่อว่า จะไม่ขอยื่นซองเปิดประมูล ในการจัดการไลฟ์การ์ดหาดต่างๆ ตรงนี้ขอเรียนกับพี่น้องประชาชนผ่านสื่อว่า เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2559 งบประมาณที่เป็นราคากลาง ตั้งไว้ 22 ล้านบาท แต่เมื่อ ในวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ได้ตัดงบประมาณจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ ตามเอกสารขอเสนอแปรญัตติเหลือ 19.8 ล้านบาท ปรากฏว่า บริษัท ได้เข้ามายื่นซองประมูลและรับไปดำเนินการ ซึ่งก็ทำจนใกล้ครบตามสัญญาในวันที่ 30 ก.ย.นี้ และจะยุติในเวลา 18.30 น.ของวันดังกล่าวตามที่แถลงผ่านสื่อ ตรงนี้ตนเองอย่ากถามว่า เค้าเอาสิทธิตรงไหนมาแถลงข่าวเพื่อทำลายความเชื่อมั่น ทั้งที่เค้าเป็นแค่ผู้รับเหมาโครงการไลฟ์การ์ดของ อบจ.ไม่ใช่เจ้าของโครงการ ซึ่งเค้ายุติการทำงานเพราะว่าหมดสัญญา ไม่ใช่เขายุติโครงการ มีสิทธิอะไรมาแถลงข่าว ซึ่งโครงการไลฟ์การ์ดของ อบจ.จะต้องมีการเปิดประมูลและดำเนินต่อไป เพราะเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวของภูเก็ตและประเทศไทย
โดยเมื่อใกล้หมดสัญญาในวันที่30 กันยายน จึงมีการยื่นงบประมาณ เข้ามาในวันที่ 17 สิงหาคม 2560 โดยทั้งนี้งบประมาณ ปี 2559 ได้ตั้งงบประมาณราคากลางไว้ 22 ล้านแต่ตัดไป 10 เปอร์เซ็นต์เหลือ 19.8 ล้าน ปีนี้ยื่นราคาเข้ามา 23.76 ล้านบาท ซึ่งมี ผอ.กองการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้จัดสรรราคากลาง ซึ่งตลอด 7 ปีที่ผ่านมาบริษัททำตัวผูกพันกับโครงการนี้ และเสนองบประมาณเพิ่มทุกปีอย่างไม่มีเหตุผลจนปีนี้เกือบ 24 ล้านบาท ซึ่งพวกเราสมาชิกสภาดูแลให้มีการใช้เงินอย่างมีคุณค่ามากที่สุด ซึ่งตนเองไม่อยากให้เงินภาษีประชาชนถูกนำไปละเลงให้กับผู้รับเหมารายนี้ ซึ่งก็ตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้ว่าทำไมต้องให้เพิ่มทุกปี เค้ามีอะไรเพิ่ม ซึ่งจะชี้แจงให้เห็นว่างานน้อยลงหรือเพิ่มขึ้น จะได้ตาสว่าง หลายสื่อที่ไปฟังและนำมาเสนอตามที่เค้าแถลงนั้นไม่ขอตำหนิ หลายสื่อให้กำลังใจสภาเพราะรู้ว่าเป็นการประหยัดงบประมาณ แม้กระทั่งพนักงานไลฟ์การ์ดกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นจิตอาสา ซึ่งต้องขอยกย่องที่รู้และมาคอมเม้นท์ ว่าจะช่วยเหลือต่อไป ถึงแม้จะไม่ได้เงินค่าจ้าง และจนท.ไลฟ์การ์ดบางคนซึ่งทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงแรม ซึ่งผู้รับเหมารายนี้(บริษัท) แถลงข่าวเพื่อทำลายบ้านเมืองจริงๆ ชาวบ้านที่ไม่รู้ข้อมูลต่างๆ วันนี้ต้องชี้แจงอย่างลึกว่ามาที่ไปเป็นอย่างไร ก่อนอื่นต้องตำหนิกองการท่องเที่ยวฯที่ทำเอกสารทีโออาร์ เอื้อให้ผู้รับเหมารายนี้ ทำให้รายอื่นไม่สามารถเข้ามาประมูลตรงนี้ได้
และเนื้อข่าวบางส่วน ที่เปิดเผยคำสัมภาษณ์ ระบุว่า “งบประมาณที่เพียงพอตลอดทั้งปี อยู่ที่ 22 ล้านบาทตามที่ อบจ.ภูเก็ตเคยจัดสรรมาก่อน แต่ถูกตัดให้เหลือ 19.8 ล้านบาทในขั้นตอน พิจารณาของสภา ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าทางสภา อบจ.มีเหตุผลอะไรในการอนุมัติเงินจำนวน 19.8 ล้านแทนที่จะเป็น 22 ล้านทั้งที่เป็นเรื่องความปลอดภัยของ นทท.” ซึ่งตนเองขอถามทุกท่านว่าถ้าท่านเป็นผู้รับเหมาท่านจะติดตามหาสาเหตุที่สภาตัดงบประมาณครั้งนี้หรือไม่ การที่บอกว่าไม่ทราบเหตุผลเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งวันนี้โชคดีที่รายงานการประชุมยังไม่เสร็จ ไม่เช่นนั้นตนจะเอามาแฉให้หมด ว่าการประชุมสภาฯครั้งที่ผ่านมาได้แปรญัติอย่างไรและผมได้สงวนการแปรญัตติไว้ แสดงว่าผู้รับเหมาไม่ให้ความสนใจในรายละเอียดโครงการเลย หรือรู้แล้วแกล้งทำไม่รู้เพื่อให้สังคมประณาม อบจ.ประณาม ประธานสภา และสมาชิกสภา ซึ่งถามว่ามีเจตจำนงอย่างไรที่ทำอย่างนี้ ซึ่งคำว่าเนรคุณ ยังน้อยไปกับการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ 7 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท เท่ากับ 170 ล้านบาท ที่ได้เงินไปทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีหน้ามีตา แต่วันนี้คุณกำลังหมดสัญญาแต่ มาแถลงข่าวว่าจะไม่ร่วมอีกแล้วเนื่องจากสภาตัดงบประมาณ เหลือ 19.8 ล้าน ซึ่งเงินจำนวน 19.8 ล้าน ในงบประมาณปีที่ผ่านมาก็เคยทำมาแล้ว ฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ดูให้คิดเหตุการณ์ครั้งนี้เชื่อว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง แน่นอน นอกจากนี้ที่พยายามบอกว่าเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมามีระดับผู้ใหญ่ลงมาดูงานแล้วเห็นชอบเรื่องการทำงาน ตนไม่เถียง แต่จะเอาข้ออ้างดังกล่าวมา ขอเพิ่มเงินงบประมาณโดยไม่มีเหตุผล เราไม่ให้ เพราะเราดูแลเงินภาษีงบประมาณของประชาชนให้คุ้มค่า
ทั้งนี้ ที่ตนเองตำหนิ ผอ.กองการท่องเที่ยว อบจ.ภูเก็ต เพราะในที่ประชุมครั้งที่ผ่านมาตนเองได้แจ้งกับ ผอ.กองการท่องเที่ยวฯ ซึ่งเป็นผู้ดูแลจัดจ้างไลฟ์การ์ด เพื่อขอดูใบประกาศของพนักงานไลฟ์การ์ดทั้งหมด พร้อมใบลงบันทึกการทำงานย้อนหลัง 3 เดือน และรายงานการประชุมฝึกอบรม ซึ่งก็ไม่มีแม้แต่แผ่นเดียว สภาของเราไม่มีเกียรติ ไม่ให้เกียรติ รวมถึงไม่มีการเข้าประชุมสภา โดยตนคิดว่าถ้า ผอ.กองการท่องเที่ยวไม่พร้อมทำงานก็ให้ลาออกไป ให้คนอื่นที่พร้อมเข้ามาทำงานแทน ซึ่งตนได้ทำรายงานหนังสือเตรียมยื่นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วทั้งหมด รวมทั้งที่มีการให้พนักงานไลฟ์การ์ดธรรมดาที่คุณสมบัติไม่ถึงขึ้นตำแหน่งมาเป็นผู้จัดการชายหาด คล้ายกับล็อกให้ผู้รับเหมารายนี้ จึงอยากฝากถึงฝ่ายบริหารว่าการทำทีโออา ข้อกำหนดผู้ว่าจ้างครั้งหน้า ขอให้มีการเปิดกว้างซี่งในสัญญาไม่จำเป็นต้องระบุประสบการณ์ว่าต้องกี่ปี เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทอื่น หรือ ผู้รับเหมารายอื่นๆ เข้ามาทำบ้าง เพราะตลอด 7 ปีที่ผ่านมาจึงคล้ายผูกขาดแค่รายเดียว และนอกจากนี้ที่บอกว่าจะเดือดร้อนเพราะไม่มีไลฟ์การ์ด ที่ผ่านมาสมัยอดีตนายกฯเคยประมูลล่าช้า 2 -3 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ไลฟการ์ดก็ไม่เห็นมีใครมาแถลงข่าวให้เป็นกระแส ทำลายบ้านเมืองขนาดนี้ถ้าเป็นส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ควรให้เข้ามาใน อบจ.ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ พบว่าการกำหนด ทีโออาร์ หรือข้อกำหนดผู้ว่าจ้างครั้งหน้า ได้ระบุว่าทาง อบจ.ต้องมีการเชิญ บริษัทเหล่านั้นจึงจะสามารถยื่นซองเข้าประมูลได้ ถึงมีศักยภาพแต่ก็ไม่สามารถเข้ามายื่นซองได้ ซี่งจะต้องแก้ไข

ส่วนเรื่องที่จะขอเพิ่มงบประมาณ ถ้าคุณมีคนเพิ่ม มีงานเพิ่ม ก็ทำได้ ครั้งที่ผ่านมาหลังจากรมต.ท่องเที่ยวลงมาภูเก็ต ทางผู้รับเหมาได้ขอคนเพิ่ม 3 คน และชยายเวลาทำงานเพิ่ม แต่รายละเอียดที่ขอกลับพบว่า ในทีโออาร์ ข้อกำหนดผู้ว่าจ้าง ไม่มีการเพิ่มรายละเอียดดังกล่าว จึงต้องพิจารณาให้งบประมาณเท่าครั้งที่ผ่านมาคือ 19.8 ล้าน
ทั้งนี้ ตนเอง ได้ลงพื้นที่ดูไลฟ์การ์ดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เท่าที่ลงพื้นที่พบว่าพนักงานบางคนเป็นพนักงานโรงแรม บางคนมีธุระกิจอยู่หน้าชายหาดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความจริง และรูปที่บันทึกมาเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่าเต้นท์ของไลฟ์การ์ดที่ได้ตั้งงบประมาณจัดซื้อให้ปีละ 1 ครั้ง พบว่าความจริงเต้นอยู่ในสภาพเก่าผุพัง ไม่ใช่ของใหม่ ทั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิต ก็เก่ามีฝุ่นทราย ไม่ได้มาตรฐาน ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้ กระเป๋าพยาบาลมีอุปกรณ์ไม่ครบ ถังอ๊อกซิเจน และโต๊ะจุดบริการเก่าไม่สวยงาม แต่ที่แถลงข่าวมีการนำอุปกรณ์ที่ดีและใหม่ไปวาง แล้วบอกว่าตนเองเป็นมืออาชีพ จะขอเพิ่มงบประมาณ ซึ่งที่เห็นงานก็ไม่ได้เพิ่ม ของที่จัดซื้อมาใช้ก็ไม่ดี เงินที่ได้ไปมันอยู่ไหน อยากจะให้ทุกคนดูภาพก่อนตัดสินใจ
นอกจากนี้ สถิติปี 2559 ระบุว่าช่วยผู้ประสบเหตุได้ 781 คน และปี 2560 ช่วยได้แค่ 300 กว่าคน ซึ่งช่วยได้น้อยลงกว่าครึ่ง เท่ากับงานน้อยลง นอกจากนี้ยังทราบว่าที่ผู้รับเหมาแจ้งว่า จ่ายเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ประมาณ 15,000 บาทต่อราย แต่ความจริงได้เพียง 12,000 โดยอ้างว่าหักภาษี และสวัสดิการ ต่างๆ ซึ่ง ที่จริง อบจ.จ่ายภาษี 7 เปอร์เซ็นต์และงบสวัสดิการให้แล้วทั้งที่ความจริงเป็นภาระของผู้รับเหมา
อย่างไรก็ตาม นายวัชรินทร์ ปฐมวัฒนพงศ์ ปลัด อบจ.ภูเก็ต ทำหน้าที่นายกอบจ.ภูเก็ต เปิดเผยหลังการประชุมเพิ่มเติมสั้นๆ ว่า หลังจากหมดสัญญาว่าจ้างในวันที่ 30 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว 3 แนวทาง ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด แต่ เชื่อว่าจะไม่กระทบกับความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนทท. จนกว่าจะมี การดำเนินการแล้วเสร็จ

