ทหารจู่โจมไล่กระเจิงจับมอดไม้ทำลายป่าสปก.รวบได้2 หนีได้ 2พร้อมของกลางเลื่อยยนต์3รถยนต์2คันรถอีแต๊ก1คันและไม้จำนวนมาก หลังจากควบคุมได้เบ็ดเสร็จจึงแจ้งตร.,ป่าไม้และปกครองร่วมตรวจสอบวัดปริมาตรไม้ ก่อนนำส่งตรงท้องที่ดำเนินคดี ผู้ต้องรับสารภาพซื้อไม้จากใครไม่รู้ ขายไม้ในป่า สปก.12 ไร่ ให้ในราคา 7 หมื่นบาท แล้วจึงลงมือตัด ชุดจับกุมเผยเป็นแผนนายทุนที่ต้องการทำลายพื้นที่ป่าเพื่อยึดทำเลปลูกอ้อย
พ.ต. เดชา บุญแสง ผู้ช่วยสารวัตรสืบสวน มณฑลทหารบกที่ 27 (มทบ.27) พร้อมชุดปฎิบัติการ นำเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารและ จนท.ทหาร มทบ.27 ร่วมกับหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ รอ.๑(ดงมะอี่) อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด จู่โจมเข้าปิดล้อมจับกุมผู้กระทำความผิด หลังจากมีการแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า มีกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ใช้เลื่อยยนต์ เข้าไปทำการตัดไม่ชาติ และอื่นๆ ในพื้นที่ป่า หนองจงโจ๊ะ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้เขต สปก.เนื้อที่ 12 ไร่ ที่บ้านนาแพง ต.พรสวรรค์ อ.เสลภูมิ และเป็นป่าสปก.รอยต่อ ต.พรมสวรรค์ อ.โพนทอง ร้อยเอ็ด จึงซุ่มเงียบนำกำลังเข้าไปทำการปิดล้อมเพื่อทำการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิด ปรากฏว่าเมื่อถึงที่เกิดเหตุ มอดไม้ 4 คน ได้ไหวตัวหลบหนีเข้าไปซุกซ่อนตัวในป่า ทิ้งเลื่อยยนต์ไว้ 2 เครื่องไว้บนรถอีแต๊ก ที่ต่อกระบะเพื่อขนไม้ 1 คัน พร้อมกับรถยนต์อีก 2 คัน เป็นกระบะ นิสสันสีเขียว ทะเบียน บม.1780 ร้อยเอ็ด และรถยนต์อีซูสุ สีฟ้า ทะเบียน บน.1088 ร้อยเอ็ด ซึ่งหลังกระบะ ทีแกลลอนน้ำมัน และเสบียงอาหารของกลุ่มตัดไม้ วางไว้หลังรถ แต่ไม่พบเจ้าของรถ จึงกระจายกันปิดล้อม เพื่อตรวจค้นหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดี
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนปากคำ 2 สามี ภรรยา ที่มาเก็บเศษไม้ เผาถ่าน คือ นายบุญชู แสงหล้า อายุ 53 ปี และนางอ่อนสา แสงหล้า อายุ 58 ปี เล่าว่ากลุ่มมอดไม้มีด้วยกัน 4 คน มีนายณรงค์ นาเมืองรักษ์ ชาวบ้านนาแพง ม.5 ที่ติดพื้นที่ป่าเป็นหัวหน้าทีม มาทำการตัดไม้แล้วทยอยขนออกไป ทุกวัน และก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาก็ยังมีเสียงตัดไม้แต่พอเจ้าหน้าที่มาถึงก็เงียบเสียง คาดว่ายังคงซุกซ่อนตัวอยู่ในป่า
เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว จึงแบ่งกำลังกัน เข้าค้นหา ในที่สุดก็พบนายณรงค์ นาเมืองรักษ์ ซุกซ่อนตัวไปป่า ในสภาพเนื้อตัวและใบหน้าเต็มไปด้วยเศษขี้เลื่อย และตามเสื้อผ้าเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องยนต์ จึงนำมาสอบสวนปากคำ แต่ไม่ยอมรับ โยอ้างว่าตนเองมาเกี่ยวหญ้าเลี้ยงวัว แต่จนท.ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์เกี่ยวหญ้า และ ค้นตัวพบว่ามีเงินสดเกือบ 3 หมื่นบาท ซึ่งผิดวิสัยของคนที่จะเกี่ยวหญ้าเลี้ยงวัว แต่ก็ไม่ยอมรับ และปฎิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการตัดไม้ดังกล่าว
ในขณะที่กำลังสอบสวนปากคำ นายณรงค์ นาเมืองรักษ์ อยู่นั้นปรากฏว่า ได้มีชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งหนีออกมาจากป่า วิ่งเข้าหลบหนีเข้าไปยังไร่อ้อยเพื่อหลบหนี เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว จึงกระจายกันออกวิ่งไล่ ละยิงปืนขู่ ขึ้นฟ้า เพื่อให้หยุดแต่ไร้ผล จึงทำการปิดล้อมป่าอ้อยและควบคุมตัวไว้ได้อีกคน นำมาสอบสวนทราบว่า ชื่อนายบุญมา ปิ่นอำคา อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 250 ม.6 บ้านนาแพง ตงเดียวกัน มาแยกสอบสวน และให้การรับสารภาพว่า ตนเองเป็นมือเลื่อยยนต์ ลูกจ้าง นายณรงค์ นาเมืองรักษ์ มาตัดไม้ขาย โดยนายณรงค์ นาเมืองรักษ์ บอกเพียงแต่ว่าซื้อไม้ในป่า สปก.แห่งนี้ จากใครไม่ทราบ ในราคา 7 หมื่นบาท เพื่อนำไม้ไปขาย และต้องการที่จะใช้พื้นที่ป่า เพื่อทำไร่อ้อย ซึ่งดำเนินการตัดต้นไม้แล้วแปรรูปขนออกไปขายมาเป็นเวลากว่า 20 วันแล้ว ด้วยการทำงานกัน 4 คน ซึ่ง 2 คนที่หลบหนีคนหนึ่งชื่อนายชาติ เดชบุญ อายุ 52 ปี อยู่หมู่ที่ 7 หมู่บ้านเดียวกัน ส่วนอีกคนตนไม่ทราบชื่อ เมื่อจำนนต่อหลักฐาน นายณรงค์ นาเมืองรักษ์ จึงยอมรับสารภาพ แต่ปฎิเสธที่จะเอ่ยชื่อนานทุน ที่ขายไม้โยบอกว่าซื้อโดยไม่รู้จักกันมาก่อน
จากนั้นชุดปฎิบัติการ มทบ.27 จึง ได้ประสานแจ้งไปยัง ฝ่ายปกครอง ป่าไม้ และพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์ทอง มาร่วมวัดปริมาตรไม้ ก่อนที่บันทึกจับกุม และยึดของกลาง เลื่อยยนต์ 3 เครื่อง รถยนต์ 2 คัน รถอีอีแต๊ก 1 คัน ส่งมอบให้ ร.ต.อ.วิมาน ปัสสาวะภา รองสารวัตรสอบสวน สภ.โพนทองดำเนินคดี ในข้อหา 1 มีไม้หวงห้ามที่ยังไมได้แปรรูป 2 มีไม้ที่แปรรูปแล้ว ไว้ในความครอบครอง และมีเครื่องเลื่อยที่ไม่ได้รับอนุญาต ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ที่จับได้ 2 คน คือนายณรงค์ นาเมืองรักษ์ และนายบุญมา ปิ่นอำคา พร้อมกับคนที่หลบหนี พร้อมของกลาง ไม้เลื่อยโซ่ยนต์ 3 เครื่อง,ไม้ท่อน 4 ท่อน ,ไม้แปรรูป 60 แผ่น โดยแจ้งข้อกล่าวหา
คือ ตามข้อกล่าวหา
1 ทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484
2)มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้โดยไม้ได้รับอนุญาตตามพ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545
3) มีไม้แปรรูปไว้ในครองครองโดยมิได้รับอนุญาต
4)มีไม้ท่อนไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยดวงตาประทับอนุญาตของเจ้าหน้าที่
เพื่อขยายผล ดำเนินคดีต่อไป.

