ผู้ว่าฯ เมืองเพชร สั่งหน่วยงานราชการใช้ดุลพินิจเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าว หลังสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แจ้งเตือนมีผู้แอบอ้างเป็นนักข่าวไปขอเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ แจ้งดำเนินคดีแล้ว 1 ราย
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 กันยายน 2560 ที่ห้องประชุมพริบพรี ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี นางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวในที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ครั้ง 9/2560 ว่า จังหวัดเพชรบุรี ได้รับแจ้งจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ว่าขณะนี้มีผู้ที่มักอ้างตัวเป็นสำนักข่าวโดยใช้วิธีการไปลอกข่าวจากสื่อซึ่งเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์ฯ แล้วไปนำเสนอผ่านทางเพจในเฟซบุ๊กของตัวเอง โดยการตั้งชื่อเพจให้เหมือนหนังสือพิมพ์ หรือสำนักข่าว ทั้งๆที่ไม่เคยออกหนังสือพิมพ์ และไม่มีการจดแจ้งการพิมพ์กับเจ้าพนักงานการพิมพ์ นอกจากนี้บางกลุ่มยังมีการจัดพิมพ์บัตรประจำตัว เพื่อแสดงตัวว่าเป็นนักข่าวเข้าไปทำข่าวในที่ต่างๆ หรือไปขอเงินสนับสนุนตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ทำให้สื่อมวลชนที่จดทะเบียนถูกต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนพวกนี้เข้ามาหลอกลวงแสวงหาผลประโยชน์ จึงขอให้หน่วยงานต่างๆ ได้ใช้ดุลพินิจในการเชิญสื่อมวลชนมาทำข่าว หรือให้เงินสนับสนุน นางฉัตรพร กล่าวต่อไปอีกว่า ก่อนหน้านี้ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทราบว่ามีกลุ่มบุคคลอ้างเป็นตัวแทนสมาคมสื่อมวลชนเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ส.พพท.(ส). จัดส่งทีมงานไปจำหน่ายบัตรชมการแสดงจำอวดหน้าม่าน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ที่โรงแรมรอยัลไดมอน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่หน่วยส่วนราชการในจังหวัดเพชรบุรี โดยอ้างว่าจะนำรายได้ไปช่วยเหลือสาธารณกุศล จึงมอบหมายให้ นายกฤษฎา แก้วสองเมือง ปลัดจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะนายทะเบียนสมาคมจังหวัดเพชรบุรี ทำการตรวจสอบสมาคมที่กลุ่มบุคคลแอบอ้าง และไม่พบว่ามีการจดทะเบียนในชื่อสมาคมดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งเข้าข่ายใช้ชื่อสมาคมโดยไม่ได้รับการจดทะเบียน และเป็นการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้บุคคลหลงเชื่อว่าเป็นสมาคมที่ได้รับการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น อันเป็นความผิดตามมาตรา 49 และมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.กำหนดความผิดห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ
เบื้องต้นนายกฤษฎาได้มอบหมายให้นายโกศล อินทรศร เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ ที่ทำการปกครองจังหวัดเพชรบุรี เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเพชรบุรี ให้ดำเนินคดีกับนางมณฑิตา เขตอารี กรณีอ้างเป็นอนุกรรมการสมาคมสื่อมวลชนเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ในความผิดตามมาตรา 49 และมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.กำหนดความผิดห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ แล้วเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา
ด้านนายสุรพล นาคนคร นายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีส่วนราชการ องค์กรเอกชนและประชาชนรวมทั้งร้านค้าจำนวนมาก สอบถามมายังสมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี กรณีมีกลุ่มบุคคลที่อ้างว่า เป็นตัวแทนสมาคมสื่อมวลชนเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ส.พพท.(ส). จัดส่งทีมงานไปจำหน่ายบัตรชมการแสดง จำอวดหน้าม่าน พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ณ โรงแรมรอยัล ไดมอน โดยอ้างว่ารายได้จะนำไปช่วยเหลือสาธารณกุศล ซึ่งจะมีการแสดงในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2560 นั้น สมาคมสื่อมวลชนเพชรบุรี ขอชี้แจงว่า สมาคมฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมสื่อมวลชนเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ส.พพท.(ส).แต่ประการใด และได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ไม่พบว่า มีการจดทะเบียนชื่อ “สมาคมสื่อมวลชนเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี ส.พพท.(ส).” ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสมาคม ควรมีการตรวจสอบองค์กรต่างๆ ที่เข้ามาจัดกิจกรรมต่างๆว่า มีการดำเนินการถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเรี่ยไร การระดมทุนต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการแอบแฝง ในการแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในการจัดกิจกรรมนั้นๆ และหากพบว่ามีการกระทำความผิดก็ควรดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
“ พฤติกรรมของวงการนี้คือ ทีมออแกไนท์จะวิ่งหาหน่วยงานหรือองค์กรให้ช่วยออกหนังสือนำพร้อมลายเซ็นต์หัวหน้าองค์กร โดยออแกไนท์จะระบุไปก่อนหน้าว่าจะมอบเงินให้องค์กรที่จัดจำนวนเท่าไร เช่นสองแสนบาท หรือสามแสนบาทแล้วแต่จะตกลงกัน ที่เหลือออแกไนท์จะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด จากนั้นทีมออแกไนท์จะจัดทีมงานออกไปตระเวนขายบัตรเอง แม้ว่าจะมีการระบุว่าไม่มีการแอบอ้าง ขู่บังคับ รับเงินบริจาคหรือเรี่ยไรใดๆทั้งสิ้น ก็เป็นเพียงเขียนกันไว้เท่านั้นเอง แต่พฤติกรรมส่วนมากที่ได้รับการร้องเรียนคือไปพยายามยัดเยียดบัตรและเรียกเก็บเงินเลย ทำให้ผู้ซื้อบัตรไม่มีโอกาสตัดสินใจหรือตรวจสอบให้ชัดเจนได้ และการใช้ชื่อองค์กรที่ถูกนำมาอ้างเป็นผู้จัดก็เป็นส่วนหนึ่งในการนำไปประกอบในการขายบัตร ส่วนการมอบเงินหรือสิ่งของให้กับองค์กรที่ระบุเป็นผู้รับ ก็มักจะได้รับการติดต่อจริงแต่จะไม่ระบุจำนวนว่า เป็นเงินเท่าใด หรือปริมาณสิ่งของแค่ไหน และที่สำคัญคือหน่วยงานที่ถูกนำไปกล่าวอ้าง จะไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่า มีรายได้จากการจำหน่ายบัตรได้มากน้อยแค่ไหน”

