ด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ให้การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ภายใต้ความพยายามที่จะก้าวเข้าสู่ทิศทางความสัมพันธ์ในเชิงบวกหลังเหตุปฏิวัติรัฐประหารซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทย ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐประเทศหนึ่ง
ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า การเดินทางเยือนสหรัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ซึ่งถือเป็นการอธิบายเชิงสัญลักษณ์ให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชายซึ่งอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2557 ที่ทำให้สหรัฐประกาศตัดความช่วยเหลือไทยและส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันย่ำแย่ลง
“เรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและมากมายกับไทย” ทรัมป์กล่าวระหว่างนั่งรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ ในห้องรูปไข่ที่ทำเนียบขาว พร้อมกับย้ำว่า “เราก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในขณะนี้ และยิ่งแนบแน่นยิ่งขึ้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา”
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐยืนยาวมานานกว่า 180 ปี แต่ พล.อ.ประยุทธ์ถือเป็นผู้นำไทยคนแรกที่เดินทางเยือนทำเนียบขาวนับตั้งแต่ปี 2558 โดยทรัมป์ได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ให้มาเยือนสหรัฐเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกองทัพไทยและจีน ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ในกองทัพสหรัฐวิตกกังวลเกี่ยวกับการที่ไทยซื้ออาวุธจากจีน และการเสียโอกาสในการเข้าถึงฐานทัพเรือของไทย ซึ่งเป็นฐานทัพที่อยู่ระหว่างเส้นทางจากทางตอนเหนือของจีนไปยังเวียดนามและมาเลเซีย นอกจากนี้ ยังมีความวิตกกังวลว่านายพลของไทยซึ่งเคยทำงานร่วมกับกองทัพสหรัฐในเวียดนามก็กำลังถูกแทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจกับจีนมากกว่า
นายเมอร์เรย์ ไฮเบิร์ต จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ ระบุว่า การพบปะกับ พล.อ.ประยุทธ์หนึ่งครั้งไม่อาจลบล้างแผลที่เกิดกับชนชั้นนำการเมืองไทยได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็พอจะช่วยให้เกิดความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะแข่งกับจีนในการเผยแพร่อิทธิพลในประเทศที่ถือว่ามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของที่ตั้งที่อยู่ในกลางแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้านรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการที่จะลดปริมาณการขาดดุลการค้ากับไทยและได้แจ้งเรื่องดังกล่าวต่อ พล.อ.ประยุทธ์ระหว่างการหารือกัน โดยทรัมป์กล่าวก่อนการหารือว่า “ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ไทยเป็นประเทศที่ดีที่เราจะทำการค้าด้วย และมีการผลิตสินค้าและสิ่งต่างๆ อีกมากที่มีความสำคัญต่อสหรัฐ ขณะเดียวกันสหรัฐก็ขายสินค้าให้กับไทยด้วย หากเป็นไปได้”
ทั้งนี้ ทรัมป์พยายามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายประเทศนับตั้งแต่เข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม แต่ประเทศไทยกลายเป็นจุดสนใจเมื่อทรัมป์ได้นั่งให้สัมภาษณ์ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ในห้องทำงานรูปไข่ ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า สหรัฐขาดดุลการค้ากับไทย 18.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 642.6 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา โดยไทยถือเป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากเป็นอันดับ 11
การพบปะกันของผู้นำทั้งสองยังเป็นสัญญาณถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและไทยหลังเหตุปฏิวัติเมื่อปี 2557 ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาคัดค้านการพบปะกันครั้งนี้ โดยมองว่าเป็นการให้รางวัลแก่ผู้นำรัฐประหารซึ่งกวาดล้างผู้คัดค้านและลดทอนเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย

