เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งข้อความผ่านโปรแกรมไลน์ถึง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอ และผู้ตรวจราชการทุกกรมว่า ตามที่ได้แจ้งแนวทางการวางมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ ไปแล้วนั้น มท.ขอให้จังหวัดและอำเภอได้ดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้ 1. หากยังไม่ได้จัดตั้งกองอำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งระดับจังหวัด อำเภอ ให้รีบจัดตั้งโดยเร็ว แล้วแจ้งให้ส่วนราชการต่างๆ มาประชุมหารือแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยให้มอบหมายภารกิจในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งให้ส่วนราชการต่างๆในจังหวัด /อำเภอไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้ทั่วถึง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ควรจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการจังหวัด อำเภอเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
2. ข้อมูลสำคัญที่จังหวัด อำเภอ ต้องรวบรวมไว้ใช้ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและแผนงานโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้ง คือ การสำรวจปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จริงในพื้นที่ โดยแยกเป็นข้อมูลน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร ว่ามีอยู่จำนวนเท่าใด และปริมาณน้ำเหล่านั้นสามารถใช้ในพื้นที่ได้เนานเท่าใด และหากไม่มีฝนตกลงมาจนถึงเดือนมิถุนายน จะมีแนวทางป้องกัน ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาอย่างไร
3. ควรจัดลำดับความสำคัญของการช่วยเหลือประชาชนไว้ตามความสำคัญของปัญหา โดยคำนึงถึงการช่วยเหลือด้านน้ำอุปโภคบริโภค เป็นลำดับแรก การช่วยเหลือน้ำเพื่อการเกษตรและน้ำเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นลำดับรองลงไป
4. กรณีจำเป็นต้องมีการนำน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชน ควรมีการกำหนดจุดแจกจ่ายและพื้นที่การให้ความช่วยเหลือโดยให้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบให้หน่วยงานต่างๆในพื้นที่ช่วยดำเนินการให้ทั่วถึงโดยเร็ว อย่าให้ซ้ำซ้อนกัน
นายกฤษฎา ระบุต่อว่า 5. มีข้อแนะนำในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งที่ขอให้นำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คือ 5.1ขอให้ประสานงานกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทาน ฯลฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ฯลฯ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อขอทราบข้อมูลปริมาณน้ำใต้ดินในพื้นที่ว่า มีพื้นที่บริเวณใดที่สามารถขุดเจาะบ่อบาดาลได้บ้าง เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลนำน้ำมาช่วยเหลือประชาชนรวมทั้งการสำรวจแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ เพื่อให้ส่วนราชการและประชาชน ได้ร่วมกันทำเหมืองฝาย ฝายทดน้ำหรือฝายชลอน้ำ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในหมู่บ้าน/ชุมชน
5.2 ประสานงานกับหน่วยงานการประปาส่วนภูมิภาคในจังหวัด อำเภอหรือ ประปาหมู่บ้าน ชุมชน และการประปาของเอกชน เพื่อแจ้งให้เริ่มใช้มาตรการประหยัดน้ำอย่างจริงจังในการให้บริการประชาชนได้แล้ว เช่น การเปิดจ่ายน้ำเป็นเวลาหรือการชลอความแรง แรงดันของการจ่ายน้ำเป็นต้น ในขณะเดียวกันให้ใช้มาตรการรณรงค์วิธีการใช้น้ำอย่างประหยัดโดยให้ปฏิบัติอย่างจริงจัง กว้างขวาง และครอบคลุมทุกพื้นที่ตามช่องทางการสื่อสารต่างๆทุกช่องทาง
5.3 ให้ประสานงานกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประจำภาคที่อยู่ในจังหวัดหรือในพื้นที่ใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่มูลนิธิชัยพัฒนามูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ฯลฯ ที่ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัด อำเภอหรือพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อขอรับทราบแนวทางการบริหารจัดการน้ำตาม พระราชดำริ สำหรับนำมาใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่ตามความเหมาะสมด้วย
5.4 ให้ประสานงานกับสถาบันการศึกษาหรือองค์กรพัฒนาเอกชนหรือกลุ่มประชาสังคมหรือภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่ที่มีแนวปฏิบัติที่ดี ในการบำบัดน้ำใช้แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ได้อีก ที่สามารถช่วยชุมชนในพื้นที่ได้ในปริมาณมากๆมาร่วมกับจังหวัด อำเภอเพื่อให้วางระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนปล่อยกลับสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือทำระบบนำไปใช้เพื่อการเกษตรและรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไป
6. การประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกระทรวงการคลัง นั้น ให้แยกพื้นที่เป็นรายหมู่บ้าน ตำบล อำเภอที่ประสบภัยแล้งให้ชัดเจน อย่าให้เกิดช่องทางการหาประโยชน์ในทางทุจริต
7. ขอให้จังหวัด อำเภอ รายงานสถานการณ์ภัยแล้งและวิธีการบริหารจัดการเพื่อการแก้ไขปัญหา ให้มท.ทราบทุกระยะด้วย โดยแยกเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการขาดแคลนน้ำเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม โดยระบุให้ชัดเจนว่า ส่วนราชการได้ดำเนินการอย่างไร รวมทั้งขอให้ประชาสัมพันธ์และประสานสื่อมวลชนทุกแขนงในพื้นที่เข้าร่วมรับทราบสถานการณ์ภัยแล้งจากที่ประชุมคณะกรรมการจังหวัด อำเภอตามข้อ1.ด้วยทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ไม่สร้างความแตกตื่นเป็นที่สับสนแก่ประชาชนเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะการรายงานข่าวสถานการณ์การขาดแคลนน้ำนั้น ควรแยกเป็นปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร หรือการขาดแคลนน้ำเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหา เพื่อให้สาธารณชนรับทราบบทบาทในการแก้ไขปัญหาของผวจ.และ หรือส่วนราชการต่างๆ ด้วย

