เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางบรรยากาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศต่างเตรียมพร้อมในการประกอบพิธีถวายอาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดการครองราชย์กว่า 70 ปี ทำให้พสกนิกรชาวไทยที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้ออกมาเล่าถึงความทรงจำเพื่อสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมใจส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
เช่นเดียวกันกับ นายประเวศ พลเชียงขวาง อายุ 68 ปี หรือ “เวนิส บขส.” อดีตนักชกแชมป์มวยโลกชื่อดัง คนที่ 4 ของไทย ชาว จ.นครพนม ปัจจุบันใช้ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงกับครอบครัว ที่บ้านพักในเขตเทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก จ.นครพนม ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงมีเมตตาต่อตน รวมถึงวงการมวยไทย ที่สำคัญได้เปิดเผยผ่านสื่อ ถึงความทรงจำครั้งสำคัญ ที่ได้เคยเข้าเฝ้าฯ รวมถึงได้มีโอกาสชกมวยชิงแชมป์โลกหน้าพระพักตร์ ถือเป็นความซาบซึ้ง เป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต ครั้งนี้มีนายปรีชา สะอิ้งทอง ปลัดอาวุโสอำเภอนาแก จ.นครพนม นำสื่อมวลชนร่วมชื่นชม ให้กำลังใจ
นายประเวศเล่าว่า ตนชอบในกีฬามวยมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จึงศึกษาไขว่คว้าฝึกซ้อมมาต่อเนื่อง ตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ และเคยเดินสายชกตามงานวัด เพราะมีความชอบในกีฬามวย จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ในวงการมวย ในการไต่เต้าจากมวยแทน เป็นมวยชั้น จนเป็นมวยสากลระดับประเทศ เมื่อปี 2508 ได้แชมป์มวยรอบครั้งแรก ศึกมวยรอบพ็อปท็อป จากนั้นจึงมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ก้าวสู่มวยแชมป์ฟลายเวตประเทศไทย เวทีลุมพีนี เมื่อปี 2513 ต่อมาเมื่อปี 2515 – 2516 ได้แชมป์ฟลายเวต WBC ซึ่งถือเป็นแชมป์สูงสุดของนักมวยระดับโลก ซึ่งได้ขึ้นชกในวันที่ 29 กันยายน 2515 ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กับ นักมวยแชมป์โลก เบตูลิโอ กอนซาเลซ ชาวเวเนซุเอลา ทำให้ตนชนะในยก 10 ได้แชมป์โลกไปอย่างงดงาม ได้ฉายา ซ้ายพิฆาต ในช่วงอายุประมาณ 21 ปี สำคัญที่สุดถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตในครั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทอดพระเนตรการชกด้วยพระองค์เอง หลังจากชนะแล้ว ได้ลงจากเวทีเพื่อเข้าเฝ้าฯ พระองค์ทรงตรัสถามว่า เจ็บมั้ย เหนื่อยมั้ย เก่งมากหนู ขอให้รักษาแชมป์ไว้นานๆ แบบรุ่นพี่ และยังมีการทอดพระเนตรด้วยแววตายิ้มแย้ม เมตตา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่พระองค์ทรงมีพระเมตตา ตนในฐานะพสกนิกรชาวไทย อยากให้คนไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
“จากนั้นยังได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯถึงในวังสวนจิตรลดาหลังได้แชมป์ โดยพระองค์ตรัสว่า นักมวยอีสานได้ขึ้นชกชิงแชมป์โลกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ตนถือเป็นคนแรก อยากให้รักษาแชมป์และเอาแชมป์โลกมาให้คนไทยให้มากที่สุด ทำให้ทุกครั้งที่ตนชก จึงนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ มุ่งมั่นชกแบบถวายชีวิต เพื่อชาวไทย ภายหลังยังได้แชมป์ของสถาบันเดอะริงด้วย ในการชนะคะแนนกับนักชกชาวฟิลิปปินส์ รวมถึงได้แชมป์มวยรอบ ในการเดินทางไปชกกับนักมวยเม็กซิกันถึงถิ่น เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2516 โดยชนะน็อก ฮูลิโอ กัวเรโร ได้ในยกที่ 6 อีกทั้งยังได้แชมป์แบนตั้มเวตประเทศไทย เวทีราชดำเนิน เมื่อปี 2522 – 2524 เคยได้รับค่าตัวสูงสุดกว่าล้านบาท ต่อมาได้ลาวงการกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดนครพนม เนื่องจากสภาพร่างกายไม่พร้อมตามอายุ มาถึงวันนี้เมื่อนึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 น้ำตาไหลทุกครั้ง ตั้งแต่พระองค์สวรรคต ตนและครอบครัวเสียใจมากที่สุดในชีวิต อยากให้พระองค์มีพระชนมพรรษายืนยาว สิ่งเดียวที่ทำได้ตอบแทนพระองค์คือทำตัวเป็นคนดีของสังคม มาถึงวันนี้เหลือเพียงภาพที่เคยเข้าเฝ้าพระองค์ และรางวัลแชมป์ต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในบ้านพัก มีค่าที่สุดในชีวิต ถึงแม้ตนจะไม่มีฐานะร่ำรวย ไม่มีอาชีพบั้นปลายชีวิต อาศัยเพียงเบี้ยยังชีพดูแลเลี้ยงชีวิต แต่ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อความสุขบั้นปลายชีวิต อยากบอกชาวไทยว่า สุดท้ายคือความพอเพียง รวมถึงฝากนักชกรุ่นใหม่ให้นึกถึงความพอเพียง เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อนในบั้นปลายชีวิต อยากให้คนไทยได้น้อมทำความดีถวายพ่อหลวง ตอบแทนที่พระองค์ดูแลพสกนิกรชาวไทยมาตลอด รวมถึงพระองค์ทรงเป็นในหลวงที่มีความเมตตา มีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อชาวไทยทุกคน อย่างหาที่สุดมิได้ ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย” นายประเวศกล่าว

