แม่ป่วยเอดส์ ทำงานจิตอาสา ร้องขอความเป็นธรรม ถูกสังคมหมู่บ้านกีดกันลูกสาว เข้าเรียนอนุบาล ต่อสู้มานานกว่า 2 ปี หวังเข้าอนุบาลหนึ่ง โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ต้องใช้ผลตรวจเลือดมายืนยัน ทั้งที่ผลเด็กไม่ติดเชื้อ วอนสังคมเมตตา ห่วงลูกสาวไม่มีการศึกษา ถูกละเมิดสิทธิ์ ด้าน ผอ.โรงเรียนยันไม่เคยปฏิเสธ แต่เป็นการแก้ปัญหาทำความเข้าใจสังคม รับปากดูแลเข้าเรียนตามเกณฑ์
เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ จ.นครพนม ผู้สื่อข่าวได้ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีข่าวว่า แม่ผู้ป่วยติดเชื่อเอชไอวี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม ซึ่งทำงานจิตอาสาเครือข่ายดูแลช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมหลังถูกสังคมหมู่บ้านกีดกัน แยกออกจากสังคม เนื่องจากรังเกียจที่เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ ทำให้ต่อสู้ดิ้นรนมากว่า 2 ปี หาทางให้ลูกสาววัย 4 ขวบ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในหมู่บ้าน แต่ไม่สำเร็จ เพราะสังคมไม่ยอมรับ จนกระทั่งลูกสาวอายุ ได้ 4 ขวบ ถึงเกณฑ์เข้าเรียนอนุบาล 1 จึงพาลูกสาวเข้าไปสมัครเรียน แต่ทางโรงเรียนได้นำตัวลูกสาวไปตรวจเลือดเอาผลยืนยันมาแสดงต่อสังคม ทั้งที่ผลออกมาแพทย์ระบุว่า ไม่มีการติดเชื้อแต่อย่างใด จึงคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ รวมถึงถูกกีดกันทางสังคม แต่ห่วงอนาคตลูกสาวไม่มีอนาคตการศึกษา พัฒนาการไม่ทันเพื่อน จึงปรึกษาหารือขอความช่วยเหลือผ่านองค์กรช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ จนกลายเป็นข่าวแพร่ไปตามสื่อต่างๆ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม
โดยภายหลังผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในพื้นที่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งทางผู้ร้องทุกข์ เป็นผู้ป่วยเอดส์ อายุ 44 ปี ที่ทำงานจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์มานานกว่า 10 ปี ออกมาเปิดเผยว่า ตนพร้อมที่จะเปิดเผยตัว เพราะตั้งใจว่าในเมื่อชีวิตเจอปัญหาแบบนี้ หลังเจอผลตรวจเลือดว่าติดเชื้อเอชไอวี มาตั้งแต่ปี 44 และได้ต่อสู้กับสามี อายุ 45 ปี หลังตรวจพบว่าติดเชื้อทั้ง 2 คน แต่ไม่เคยท้อแท้ ยังต่อสู้ใช้ชีวิตร่วมกัน และทำการศึกษาการดูแลรักษาสุขภาพ ใช้ชีวิตต่อสู้ทำงานรับจ้างเลี้ยงครอบครัว จนกระทั่งหาเงินสร้างบ้านชั้นเดียวไม่ใหญ่มากนัก อาศัยในหมู่บ้าน จนกระทั่งมีบุตรด้วยกัน แต่ปรึกษาแพทย์ และมีการตรวจดูแลมาตลอดโชคดี ที่ลูกสาวที่คลอดออกมาไม่ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้อเอชไอวีสามารถป้องกัน ไม่ให้แพร่จากแม่สู่ลูกได้ หากมีการตรวจรักษา ปรึกษาแพทย์ตลอด โดยในการใช้ชีวิตได้ทำงานเป็นจิตอาสาให้องค์กรเอกชน รวมถึงหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพราะถือว่าเป็นการทำบุญ และให้กำลังใจผู้ป่วย ไม่ให้ท้อแท้ เป็นคนยืนยันว่าผู้ป่วยเอชไอวี ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และใช้ชีวิตได้ปกติ
จนกระทั่งมีปัญหาอันเจ็บปวดเพราะสังคมในหมู่บ้านไม่ยอมรับ ในช่วงลูกสาว อายุ 2 ขวบ จะนำเข้าศูนย์ก่อนวัยเรียนในพื้นที่ กับมีปัญหาสังคมชาวบ้านไม่ยอมรับ เพราะกลัวลูกหลานจะติดเชื้อ ทั้งที่ไม่เป็นจริง ไม่มีความรู้ที่ดี ตนพยายามทำความเข้าใจร่วมกับเจ้าหน้าที่ ครู อาจารย์ ผู้บริหารท้องถิ่น แต่ไม่เป็นผล สุดท้าย ต้องกับมาดูแลเองที่บ้าน ต่อสู้มา 2 ปี แต่ไม่ท้อ ในที่สุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 ลูกถึงเกณฑ์อายุ 4 ขวบ เข้าชั้นอนุบาล 1 จึงพาไปสมัครที่โรงเรียนประถมศึกษาในหมู่บ้าน ยังต้องเจอปัญหาความไม่เข้าใจสังคมบางส่วน ทำให้โรงเรียนได้หารือและพาลูกสาวไปตรวจหาผลเลือด เพื่อนำมายืนยันกับสังคมหมู่บ้าน แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้บังคับ แต่เป็นการตกลงร่วมกัน เพื่อจะให้นำความจริงมาให้สังคมรับทราบ
แต่ส่วนหนึ่งยอมรับว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ แต่ยินดีทำทุกอย่างให้ลูกเข้าใจ และผลตรวจที่โรงพยาบาลอำเภอปลาปากออกมา ปรากฏว่าไม่มีการติดเชื้อแต่อย่างใด ก่อนนำมาหารือพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน และได้รับเข้าเรียนในที่สุด แต่สำคัญส่วนหนึ่งเรื่องนี้ ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้มีการนำปัญหาไปขอความเป็นธรรมต่อหน่วยงานเกี่ยวข้อง จนเป็นข่าวแพร่ออกไป ซึ่งในครั้งนี้ถึงปัญหาจะจบ แต่ตนอยากให้เป็นกรณีตัวอย่าง อยากให้สังคมเข้าใจ ให้โอกาสผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่อยากให้แยกแยะ แบ่งแยกคนเหล่านี้ หรือเป็นการดูถูกเหยียดหยาม และอยากให้ผู้ป่วยเข้มแข็ง ออกมาต่อสู้ให้สังคมยอมรับ เพราะผู้ป่วยเอชไอวี ทุกวันนี้ มีทางรักษา ใช้ชีวิตอยู่ได้ปกติ ตนสู้มากว่า 10 ปี ยังใช้ชีวิตปกติ เพียงอาจมีปัญหาทางสังคมเท่านั้น
ด้านผู้อำนวยการโรงเรียนได้ออกมาเปิดเผยชี้แจงข้อเท็จจริงว่า สำหรับปัญหาการกีดกัน หรือมีการละเมิดสิทธิเด็กลูกผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีนั้น ยืนยันไม่เป็นความจริง แต่อาจเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนในการหารือแก้ไขปัญหา จึงได้มีการตกลงร่วมกันระหว่างสังคมหมู่บ้าน โรงเรียน และครอบครัวเด็ก ที่ประสบปัญหา ก่อนส่งตัวเข้าไปตรวจผลเลือดที่โรงพยาบาล ซึ่งแม่เด็กยินยอมและเข้าใจ เพราะมีปัญหากันมาก่อนในช่วงเข้าเรียนในศูนย์เด็กวัยเรียน จึงต้องหาทางแก้ไข เพื่อยืนยันกับสังคม และผลออกมาไม่ได้มีการติดเชื้อแต่อย่างใด
ส่วนในการดำเนินการยอมรับเป็นการหาทางแก้ไขปัญหาช่วยเหลือเด็ก ไม่ได้เจตนาไม่ดี ซึ่งโรงเรียนได้พยายามพูดคุยหารือชาวบ้าน ให้เด็กได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ และทางโรงเรียนยืนยันว่าได้รับเด็กเข้าเรียนในระบบเรียบร้อย ไม่มีการปฏิเสธตามเป็นข่าว วอนสังคมเข้าใจ และมั่นใจว่าจะดูแลเด็ก ทำความเข้าใจกับสังคมได้ ให้เด็กได้มีชีวิตปกติเหมือนคนอื่น ได้รับการดูแลเท่าเทียมกัน หากมีปัญหาโรงเรียนพร้อมรับผิดชอบทุกอย่าง และจะพยายามหาทางทุกด้านให้สังคมหมู่บ้านยอมรับ ทั้งการเป็นอยู่กับสังคม รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน

