เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ จ.เชียงใหม่ ภาคธุรกิจและชาวบ้านที่อยู่ริมคลองแม่ข่า ได้เชิญเจ้าหน้าที่ชลประทานและสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนภาคประชาสังคมมาร่วมพูดคุยถึงเรื่องปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแม่ข่า โดยเน้นที่ความเข้มแข็งของภาคพลเมืองและภาคธุรกิจที่อยากจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเมือง
นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระและกรรมการเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อชุมชนและแกนนำเครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการและประสานงาน กล่าวว่า การพูดคุยเรื่องคลองแม่ข่าในวันนี้ไม่มีใครเป็นจำเลย ไม่มีใครเป็นโจทก์ ไม่มีพระเอก ไม่มีผู้ร้าย ไม่มีการต่อว่ากันว่าเพราะคนนั้นเพราะคนนี้ หรือเพราะหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ทำให้เกิดปัญหา แต่เราคุยกันถึงสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ควรเป็น
“การพูดคุยในวันนี้เป็นการพยายามที่จะนำความเข้มแข็งของภาคพลเมืองและภาคธุรกิจที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองมารับรู้ปัญหาและมาช่วยกันคิดว่าควรจะทำอย่างไร ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ มีอาณาจักรเป็นของตนเอง ส่วนราชการต่างๆ มีปัญหาขัดแย้งกันในเรื่องของอำนาจหน้าที่ที่จะแก้ปัญหาและโยนความผิดให้ชาวบ้านและภาคธุรกิจให้กลายเป็นผู้ร้าย แต่ผมกลับเห็นว่าทั้งชาวบ้านและภาคธุรกิจคือกำลังสำคัญ
“เหตุที่ภาคธุรกิจเชียงใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม(Chiang Mai Social Enterprise)” ให้ความสนใจเข้าร่วมแก้ไขปัญหานี้เพราะเห็นว่าจะเป็นโอกาสที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนาเชียงใหม่ กอปรกับได้เห็นการขับเคลื่อนจังหวัดจัดการตนเองของเชียงใหม่เราที่ทำแล้วได้ผลและแพร่หลายไปในวงกว้างกว่า 50 จังหวัด
“ผมเห็นว่าประเด็นคลองแม่ข่านี้ควรจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาพลเมืองเชียงใหม่ เพราะสภาพลเมือง เป็นพื้นที่ของทุกคนที่จะใช้เพื่อร่วมกันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ของเรา การพูดคุยเรื่องคลองแม่ข่าวันนี้คงไม่ใช่การต่อยอด ต่อท้าย หรือกิ่งแยก แต่จะเป็นการพิสูจน์ความเข้มแข็งของภาคพลเมือง เพราะภาคราชการมาแล้วก็ไปตามวาระ แต่ภาคประชาชนคนเชียงใหม่ซึ่งหมายถึงทุกคนที่อยู่เชียงใหม่(โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องอู้กำเมือง) จะต้องอยู่กับคลองแม่ข่าไปต่อไป”
นายชำนาญกล่าวอีกว่า หากคลองแม่ข่ายังเน่าเสียอยู่อย่างนี้คงไม่ต้องพูดถึงการเป็นเมืองมรดกโลก เพราะเราสอบตกตั้งแต่ในมุ้ง เนื่องจากปัจจัยที่เขาพิจารณาปัจจัยหนึ่งคือความเข้มแข็งของพลเมือง


