ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดแพร่ วันที่ 12 พฤศจิกายนถึงประเด็นสืบเนื่องจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เมรุมาศจำลองจังหวัดแพร่ หลังพิธีจบลงวันรุ่งขึ้น 27 ตุลาคม พบว่ามีเหตุการณ์รถยนต์ที่ใช้บรรทุกดอกไม้จันทน์ คันหนึ่งเป็นรถยนต์กระบะทะเบียน 40-0042 แพร่สีขาวที่เข้าร่วมพิธีลำเลียงดอกไม้จันทน์ไปสู่พระเมรุมาศจำลองในวันที่ 25 ตุลาคมนั้นเกิดไฟไหม้ขณะเดินทางอยู่บนทางหลวงหมายเลข 101 เจ้าหน้าที่ช่วยกันดับเพลิงนานกว่า 1 ชั่วโมง สิ่งของที่บรรทุกถูกเพลิงไหม้จนหมดพร้อมทั้งรถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งคัน
หลังจากถูกไฟไหม้ ปรากฏว่ามีกระแส วิพากษ์ออกจากโซเชียลมีเดียร์ทั้งเฟสบุ๊คและไลน์ กล่าวโจมตีกันทางการเมือง โดยอ้างว่า รถคันดังกล่าวบรรทุกดอกไม้จันทน์ที่เหลือจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ซึ่งเป็นดอกไม้จันทน์ที่ประชาชนตั้งใจประดิษฐ์ถวายพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ที่สวรรคตไป แต่มีกลุ่มคนนำดอกไม้จันทน์ดังกล่าวออกจากพิธีไป ไม่เผาไปทั้งหมดเพื่อนำไปทำประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการโจมตีพรรคการเมืองหนึ่งจากคนของอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ส่วนประชาชนที่รับทราบข่าวต่างพากันเชื่อว่าด้วยความอาถรรพ์ทำให้เกิดไฟลุกท่วมรถยนต์ทั้งคัน ซึ่งต่อมามีการฟ้องร้องการโพสต์ดังกล่าว และมีการปิดโพสต์นั้นไปแล้วในขณะนี้ แต่เสียงวิจารณ์ทางการเมืองในจังหวัดแพร่ยังคงคุกลุ่นอย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ว่าปัญหาเริ่มคลุกรุ่นรุนแรงขึ้น แต่ทางจังหวัดยังคงไม่ต้องการให้เป็นข่าวเพราะเกรงปัญหาจะตามมาเพิ่มขึ้น ทำให้ความสงสัยยังคงอยู่ในหมู่ประชาชนว่า รถคันดังกล่าวเกิดอะไรขึ้นชาวบ้านพยายามทำการตรวจสอบพบว่าเป็นรถยนต์สังกัดเทศบาลเมืองแพร่ แต่ก็ไม่มีการชี้แจงใดใดออกมา ทำให้กระแสข่าวใต้ดินที่กำลังแพร่ออกไปอาจกระทบต่อศรัทธาต่อสถาบันสูงสุดของประเทศ หรืออาจเป็นประเด็นทางการเมืองในเชิงลบ เนื่องจากเป็นความคลุมเคลือไม่ชัดเจนนั่นเอง
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ศรัทธาในพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีอย่างท่วมท้นทำให้มีผู้อุทิศตนทำดอกไม้จันทน์ร่วมพิธีจำนวนมากเกินกว่าจำนวนประชากร หลายเท่า ทำให้ ดอกไม้จันทน์เหลือ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้กระจายออกไปเพื่อทำการเผาทั้งหมด โดยไปเผาที่ร้องกวาง อ.สูงเม่น ฯลฯ ในช่วงเดินทางกลับ รถคันดังกล่าวเกิดไฟไหม้พนักงานขับรถได้จอดรถช่วยกันดับเพลิงแต่ไม่สำเร็จทำให้รถไฟไหม้จนไม่สามารถใช้งานได้ ทางจังหวัดแพร่อยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยังเป็นความลับ

