เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม พร้อมคณะทำงาน ดำเนินคดี เกี่ยวกับกลุ่มขบวนการรับจ้างทำผิดแทน หรือขบวนการสร้างแพะ ในคดีครูจอมทรัพย์ ที่ออกมาร้องพระทรวงยุติธรรม ว่าตกเป็นแพะ หลังนายสับ วาปี อายุ 61 ปี ได้เข้ามอบตัว ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พร้อมมีการควบคุมตัวไว้สอบสวนหาข้อเท็จจริง เป็นเวลานานกว่า 15 ชั่วโมง จากนั้นจึงได้คุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ บริเวณศาลจังหวัดนครพนม

โดย นายสับ วาปี อายุ 61 ปี ได้ยืนยันกับตำรวจพร้อมนำไปชี้จุดเกิดเหตุ ระบุว่า เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดนครพนม เพื่อนำเงินมาจ่ายชดเชยค่าเสียหาย ให้กับญาติผู้ตาย ในคดีรถชนตาย คือ นายเหลือ พ่อบำรุง อายุ 75 ปี หลังศาลจังหวัดนครพนม มีคำพิพากษา ให้จ่ายเงินชดเชยจำนวน 1.7 แสนบาท ซึ่งได้มีนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนครูจอมทรัพย์ เป็นคนไปรับมาที่ศาลจังหวัดนครพนม จากนั้นได้ขับรถไปจอดที่ลานจอดรถของศาลจังหวัดนครพนม ก่อนที่ครูอ๋อง ที่นั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ได้ยื่นเงินให้ตน จำนวน 1.7 แสนบาท ซึ่งมีนางจัน วาปี ภรรยา รวมถึงนายเลิศ วาปี พี่ชาย นั่งมาในรถด้วย ส่วนคนขับรถตนไม่ทราบชื่อ เพราะมากับครูอ๋อง ก่อนที่จะนำขึ้นไปจ่ายที่ศาล ตามคำพิพากษา เพื่อเป็นการยืนยันว่า เงินค่าชดเชยผู้เสียหาย เป็นเงินของนายสับ วาปี เพราะอ้างว่าเป็นคนขับรถ ตามข้อตกลงที่ว่าจ้าง ที่จะเป็นหลักฐานส่วนหนึ่ง ในการช่วยครูจอมทรัพย์ให้พ้นผิด และในครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบกับ ครูจอมทรัพย์ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำ แต่ทางศาลได้เบิกตัวมารับทราบ ในกระบวนการเยียวยาจ่ายเงินแก่ผู้เสียหาย แต่ไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกัน โดยจากคำให้การของนายสับ วาปี ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะเชื่อมโยงเอาผิดกับขบวนการทั้งหมด ที่มีการรับจ้างเพื่อรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ และมีครูอ๋อง เป็นคนวางแผนทั้งหมด
ด้าน พล.ต.อ.ดร.วิระชัย เปิดเผยว่า ในการมอบตัวให้การ ของนายสับ พยานปากสำคัญของครูจอมทรัพย์ ที่เคยออกมายืนยันว่า เป็นคนขับรถตัวจริง ซึ่งทางตำรวจได้แจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน เป็นที่เรียบร้อย และเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ 1 ใน 7 คน ที่ถูกดำเนินคดีเบื้องต้น ส่วนการสอบสวนข้อเท็จจริง ได้ข้อมูลหลักฐานสำคัญหลายอย่าง ที่เชื่อมโยงไปยังครูอ๋อง และครูจอมทรัพย์ ที่จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนรู้เห็นกับขบวนการอย่างแน่นอน โดยเฉพาะตามคำรับสารภาพของนายสับวาที่ยืนยันว่า ในการจ่ายเงินชดเชยผู้เสียหายที่ศาล เป็นเงินที่ ครูอ๋อง เป็นคนจัดหามาให้ เพื่อให้ นายสับ นำไปจ่ายให้ผู้เสียหายที่ศาล จ.นครพนม จำนวน 1.7 แสนบาท ถือเป็นการวางแผนทำเป็นขบวนการ นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลสำคัญจาก นายสับ ว่า ในช่วงระหว่างการพิจารณาไต่สวน รื้อฟื้นคดีของศาล ระหว่าง 8 – 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายสับ ได้ถูกกระทรวงยุติธรรม รวมถึงดีเอสไอนำไปสอบสวน และเข้าเครื่องจับเท็จ จนรู้ก่อนว่านายสับ วาปี เป็นขบวนการรับจ้างทำผิดแทนครูจอมทรัพย์ ซึ่งทางนายสับ เกิดสำนึกผิด และยืนยันว่าจะกลับคำให้การต่อศาล ว่าถูกว่าจ้าง ทำให้กระทรวงยุติธรรม ไม่นำ นายสับ ขึ้นมาเบิกความต่อศาล อีกทั้ง นายสับ ยังยืนยันว่า ในช่วงนั้นได้พบกับครูจอมทรัพย์ ซึ่งพักใกล้กัน เนื่องจาก ครูจอมทรัพย์ ได้รับการอภัยโทษออกมาแล้วจากเรือนจำ ก่อนมาร้องทุกข์ว่าตกเป็นแพะ ทำให้ครูจอมทรัพย์ได้ต่อว่า นายสับ เพราะไม่พอใจหลังทราบว่า จะกลับคำให้การ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญ ที่ยืนยันว่า ครูจอมทรัพย์รู้เห็น ก่อนหน้านี้ ที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างแน่นอน
ในส่วนของประเด็นที่มีการบริจาคช่วยเหลือ ครูจอมทรัพย์ ตามที่เป็นข่าว หากมีประชาชนที่ได้รับความเสียหาย สามารถเข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับตำรวจได้ เพราะถือว่า เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน มีการหลอกลวง เนื่องจากรู้มาก่อนว่า ตนไม่ได้เป็นแพะ และมีการร่วมขบวนการในการรับจ้างทำผิดแทน โดยทางตำรวจยืนยันว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกราย ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมต้องรอการสรุปข้อมูลหลักฐาน ให้ครบ และจะมีการแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก
พล.ต.อ.ดร.วิระชัยกล่าวอีกว่า สำหรับบุคคลที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีไว้เบื้องต้นมี 7 ราย คือ คนที่ 1 นายสุริยา นวลเจริญ หรือ ครูอ๋อง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทครูจอมทรัพย์ และยังมีหลักฐานเป็นบุคคลสำคัญในการตั้งขบวนการรับจ้างทำผิดแทน คนที่ 2 คือ นายสับ วาปี อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นคนที่ออกมายืนยันว่า เป็นคนขับรถชนตัวจริง คนที่ 3 คือ นางจัน วาปี อายุ 59 ปี ที่เป็นภรรยานายสับ วาปี คนที่ 4 คือ นายบุญเทิง วาปี อายุ 63 ปี คนที่ 5 คือ นายเลิศ วาปี อายุ 66 ปี คนที่ 6 คือ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี พยานที่ยืนยันว่าเห็นเหตุการณ์ มีคนขับรถชนเป็นชาย ส่วนคนที่ 7 คือ นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นสามีของครูจอมทรัพย์ โดยมีการดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีการออกหมายเรียกมาพบพนักงานสอบสวนทั้งหมดแล้ว แต่มีเพียง นายสับ เท่านั้น ที่เข้ามอบตัว

