เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้ากรณีนักธุรกิจญี่ปุ่นหุ้นส่วนร้านนำเข้าสินค้ามือสอง ซ.วัดลาดปลาดุก อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งถูกกลุ่มคนอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่มาจากหลายหน่วยงานเข้ารุมตรวจจับสินค้าภายในร้าน วันเดียวเข้าตรวจ 2 ครั้ง 2 หน่วยงานห่างกันไม่ถึงชั่วโมง ทางร้านต้องสูญเงินเคลียร์ให้หน่วยงานละ 30,000บาท เสียไปร่วม 60,000 บาท แถมในเดือนต่อไปยังต้องจ่ายเคลียร์รายเดือนให้อีกหน่วยละ 2,000 บาทต่อเดือน เป็นค่าดูแลเพื่อเเลกกับการที่จะไม่เข้ามาตรวจหรือวุ่นวายภายในร้านค้าอีก หลังเพิ่งเปิดร้านได้ 4 เดือน มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 4 ครั้ง สูญเงินไปเกือบ 1 แสนบาทแล้ว
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายคูโบตะ ซัง อายุ 43 ปี ชาวญี่ปุ่น เจ้าของร้านจำหน่ายของมือสอง ได้เปิดเผยความในใจกับผู้สื่อข่าวว่า ตนมาทำธุรกิจที่ประเทศไทย จึงมาเปิดร้านทำกิจการที่นี่ ต้องการค้าขายเพื่อให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจดีขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมมีตำรวจมาขอเงิน ตนทำธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่เข้าใจเพราะที่ประเทศญี่ปุ่นไม่มี ไม่เคยเจอ ตอนนี้ยังเชื่อใจประเทศไทย ตนรักประเทศไทย ไอเลิฟไทยแลนด์
ต่อมาผู้สื่อข่าวทราบข้อมูลว่า ล่าสุด ทางกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่อ้างตัวว่ามาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ได้โอนเงินกลับคืนมาให้กับทางเจ้าของร้านแล้วจำนวน 30,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่กลุ่มอื่นๆ ที่รับเงินจากทางร้านไปยังนิ่งเฉยอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทราบข้อมูลในเชิงลึกว่า มีการพูดถึงกันในวงกว้างของกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจ และข่าวได้แพร่กระจายไปถึงกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ภายในประเทศไทยด้วย
ขณะที่ พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เปิดเผยว่า ร้านขายของมือสองนำเข้าจากญี่ปุ่นแห่งนี้ มีสินค้าขายหลากหลายชนิด จึงไม่แปลกที่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบเกี่ยวข้องด้วย โดยขณะนี้ได้ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวและตรวจสอบข้อมูลยืนยันกับทางร้านให้แน่นอนก่อน ตามที่ปรากฎกลุ่มภาพเจ้าหน้าที่ตามคลิปวีดีโอที่ทางสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวออกไปแล้วนั้น ตอนนี้ได้สั่งการลงไปที่ พ.ต.อ.อรรณพ นวมนาคะ ผกก.สภ.บางบัวทอง ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลจากทางผู้เสียหายถึงรายละเอียดในข้อเท็จจริงถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบสินค้าภายในร้านแห่งนี้ว่าเข้ามาในลักษณะใด จากหน่วยงานไหนบ้าง หากตรวจสอบพบหรือทราบข้อมูลที่แน่ชัดแล้วว่ามาจากหน่วยใด ก็จะทำหนังสือไปยังต้นสังกัดเพื่อให้ชี้แจงถึงเหตุที่เกิดขึ้น และหากพบว่ามีลักษณะการกระทำผิดจริง ก็จะดำเนินคดีเอาผิดทางวินัยและจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย เพราะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่มาอาศัยใช้หน้าที่กระทำผิดเสียเอง

