เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2560 บริเวณศาลากลางจังหวัดภูเก็ต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ชาวบ้านชุมชนประชาสามัคคี หมู่ 2 ต.เกาะแก้ว อ.เมือง จ.ภูเก็ต. ประมาณ 100 คน นำโดยนายสุรศักดิ์ ไถนาเพรียว ประธานชุมชนฯ และนายวีรายุทธ เจ๊ะโซ๊ะ เลขานุการชุมชนฯ พร้อมด้วยแผ่นป้ายข้อความต่างๆ อาทิ ช่วยหนูด้วยหนูโดนไล่ที่,ที่ดินมือเปล่านายทุนอ้างสิทธิ์กองมรดก,นายทุนเพียงคนเดียวชาวบ้านเดือดร้อนเป็น 1,000 ,นายทุนทำเพื่อเงินชาวบ้านทำเพื่อซุกหัวนอน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผ่านทางนายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าฯ เพื่อขอความช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิในการครอบครองที่ดินซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและตั้งบ้านเรือนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่มีบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าว และจะดำเนินการขับไล่ประชาชนที่อยู่อาศัยออกไปจากพื้นที่ที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ โดยก่อนหน้านี้ได้เคยมีการฟ้องร้องชาวบ้านที่เข้าไปอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวจำนวน 77 ราย
นายสุรศักดิ์ กล่าวถึงการเดินทางมายื่นหนังสือฯ ว่า ชุมชนประชาสามัคคี ซึ่งตั้งอยู่พื้นที่หมู่ที่ 2 ต.เกาะแก้ว อ.เมืองภูเก็ต มีที่ดินรวมกว่า 300 ไร่ โดยมีชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยประมาณ 300 ครัวเรือน เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ (ที่ดินมือเปล่า) เพราะทราบว่าเดิมที่ดินบริเวณดังกล่าว เป็นที่ดินซึ่งมีเอกชนขอสัมปทานเหมืองแร่ และได้สิ้นสุดลงแล้ว จึงได้เข้ามาอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าว ประกอบกับเมื่อปี 2548 ทางอำเภอเมืองภูเก็ต ได้มีการปิดประกาศให้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินมือเปล่าที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ทำให้มีชาวบ้านเข้ามาอาศัยเพิ่มมากขึ้น และอยู่กันมาเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปีแล้ว รวมทั้งได้มีการทำถนน มีโบสถ์และมัสยิด รวมทั้งมีการตั้งเป็นชุมชนประชาสามัคคีขึ้นในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามหลังจากรับหนังสือร้องเรียน นายประกอบ วงศ์มณีรุ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการเข้าไปรังวัดที่ดินเพื่อทำแผ่นที่พิพาทตามคำสั่งศาลก็ต้องดำเนินการ ซึ่งเป็นการเข้าไปชี้แนวเขตในส่วนของโจทก์และจำเลยที่มีการฟ้องร้องกัน ส่วนปัญหาเรื่องที่ดินก็คงต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

