เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย จอห์น ดัลลีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย หรือ ซอย ด็อก (Soi Dog Foundation) ตำบล ไม้ขาว อำเภอ ถลาง ภูเก็ตได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการผลิตและติดตั้งขาเทียมให้กับเจ้า “โคล่า” ลูกสุนัขเคราะห์ร้ายที่ถูก ทำร้ายจนขาทั้งสองข้างจนขาด ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติให้กลับมามีอิสระอีกครั้ง
โดย จอห์น ดัลลีย์ เล่าว่า ภรรยาของเขา จิลล์ ดัลลีย์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย หรือ ซอย ด็อก (Soi Dog Foundation) เช่นเดียวกัน ได้พบเห็นเหตุการณ์เพื่อนบ้านของเขาที่ในกรุงเทพมหานครได้ใช้มีดสับขาหน้าทั้งสองข้างของเจ้าโคล่า หลังจากที่เจ้าโคล่าไปกัดรองเท้าจนขาด จึงช่วยเหลือก่อนนำโคล่ามายังมูลนิธิฯที่ภูเก็ตเพื่อดูแลรักษา
ทั้งนี้ จิลล์ ภรรยาของตน รู้สึกผูกพันกับเจ้าโคล่าในทันทีเนื่องจากเธอเองก็สูญเสียขาทั้งสองข้างจากสภาวะโลหิตเป็นพิษซึ่งเกือบคร่าชีวิตเธอมาแล้ว ก่อนที่เธอได้รับขาเทียมจากคุณหมอ เบงท์ โซเดอร์เบิร์ก ผู้ซึ่งเปิดศูนย์กายอุปกรณ์เสริมและเทียม (Scandinavian Orthopedic Laboratory) ในภูเก็ต และยังเป็นผู้บริหารศูนย์แห่งความเป็นเลิศด้านกายอุปกรณ์ที่ทันสมัยระดับโลก ณ โรงพยาบาลศิริราช จิลล์จึงได้สอบถามคุณหมอเบงท์เกี่ยวกับขาคู่ใหม่ของโคล่าว่าสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งคุณหมอเบงท์ยินดีที่จะทดลองประดิษฐ์ให้ในเวลาต่อมา

โดยขาเทียมคู่เดิมของโคล่านั้นเป็นแบบไฟเบอร์กลาสที่ไม่มีความยืดหยุ่นและมีน้ำหนักมาก หมอเบงท์จึงได้ประดิษฐ์ขาเทียมรูปแบบใหม่โดยได้แนวคิดจากขาเทียมของเหล่านักวิ่งพาราลิมปิกนั่นเอง และหลังจากการใส่ขาเทียมคู่ใหม่ก็พบว่ามันเยี่ยมมาก “โดยปกติแล้ว สุนัขจะเรียนรู้การใช้ขาเทียมได้เร็วกว่ามนุษย์ และผมรู้สึกดีมากๆ ที่ได้เห็นโคล่าวิ่งและเล่นได้เหมือนสุนัขทั่วๆ ไปอีกครั้ง ตอนที่ถูกตัดขาอย่างโหดเหี้ยม โคล่าอายุเพียงหกเดือนเท่านั้น แล้วโคล่าเองก็เหมือนลูกสุนัขทั่วๆ ไปที่ชอบกัดชอบเคี้ยวอะไรที่อยู่ใกล้ๆ ตัว รวมถึงรองเท้าของเพื่อนบ้านคนที่ตัดขามันด้วย”
“พวกเรามีความสุขมากที่ได้เห็นโคล่าวิ่งด้วยขาคู่ใหม่” จอห์นกล่าวหลังโคล่าได้ทดลองเดินด้วยขาคู่ใหม่บนชายหาด
“น่าเสียดายที่จิลล์ภรรยาของตนไม่มีโอกาสได้เห็นโคล่ากับขาคู่ใหม่ เพราะเธอเสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนเองจึงทำหน้าที่ เป็นผู้ดูแลโคล่าในขณะนี้”
ด้านหมอเบงท์เองก็รู้สึกยินดีกับความสำเร็จที่ท้าทายครั้งนี้เป็นอย่างมากเช่นกัน โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า “จิลล์เสียขาทั้งสองข้างเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว และเขาเป็นคนที่ประดิษฐ์ขาเทียมให้กับเธอ ก่อนที่ตอนที่จิลล์บอกเขาว่าเธอมีสุนัขตัวหนึ่งที่เสียขาหน้าทั้งสองข้างเขารู้เลยว่าผมต้องช่วยสุนัขตัวนี้ให้ได้ โคล่าเป็นสุนัขตัวแรกที่เขาทำขาเทียมชนิดนี้ให้ โดยเราได้ปรับขาเทียมคู่นี้ให้ใช้ได้สะดวกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้เวลาคิดค้นและประดิษฐ์ขาเทียมคู่นี้ประมาณ 1 ปีเพื่อที่จะให้มีความใกล้เคียงกับขาเทียมของนักกีฬามืออาชีพที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่สุด โดยใช้วัสดุเดียวกันคือ คาร์บอนไฟเบอร์ ใช้โครงสร้างแบบเดียวกัน และใช้ตัวรองรับแบบเดียวกัน ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวของโคล่ามีความยืดหยุ่นสูง ทำให้โคล่าสามารถวิ่งและเล่นได้เหมือนสุนัขตัวอื่นๆ” หมอเบงท์กล่าว

สำหรับมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยก่อตั้งขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตในปี 2546 และพัฒนาขึ้นเป็นองค์กรการกุศลด้านสวัสดิภาพสัตว์ที่ดูแลเกี่ยวกับสัตว์จรจัดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันนอกจากการช่วยเหลือสัตว์ที่ป่วยและบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งหาผู้อุปการะเลี้ยงดูให้กับสัตว์จรจัดเหล่านั้นแล้ว (ในปี 2560 มีสุนัขและแมวกว่า 600 ตัวได้รับการอุปการะจากทั่วทุกมุมโลก) มูลนิธิฯยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรสุนัขโดยการทำหมันและฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
โดยมูลนิธิฯ สามารถทำหมันให้สุนัขได้ประมาณเดือนละ 5,000 ตัว และได้ทำหมันให้สุนัขไปแล้วรวมเกือบ 200,000 ตัว นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงประชากรสุนัขจรจัดกว่า 80% ในภูเก็ตด้วย ซึ่งส่งผลให้ประชากรสุนัขจรจัดในภูเก็ตลดลงอย่างมาก และทำให้ภูเก็ตได้รับการประกาศเป็นจังหวัดที่ปลอดเชื้อพิษสุนัขบ้าแห่งแรกในประเทศไทย และในขณะนี้ มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอยกำลังวางเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น โดยการลดประชากรสุนัขจรจัดในเขตกรุงเทพมหานคร และเกาะสมุย และอีกบทบาทสำคัญของมูลนิธิฯ คือการกวาดล้างขบวนการค้าเนื้อสุนัขที่ลักลอบและขโมยสุนัขจากในไทยทั้งที่จรจัดและที่มีเจ้าของ ส่งไปขายยังประเทศลาว และเวียดนาม ที่ซึ่งมีการชำแหละสุนัขอย่างทารุณ
ภาพจากมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย หรือ ซอย ด็อก (Soi Dog Foundation)

