
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่วัดป่าหมากหน่อ ม.9 ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีฝูงผึ้งต่างพากันไปทำรังหลายรังเป็นจำนวนมากบริเวณ 2 จุดภายในเขตพื้นที่ของวัดได้แก่อุโบสถและพระธาตุ โดยผึ้งได้ทำรังรวมกันแห่งละหลายสิบรังโดยบริเวณอุโบสถพบว่ามีรังผึ้งอยู่ไม่น้อยกว่า 10-20 รัง ส่วนที่พระธาตุมีจำนวนประมาณ 20-30 รังโดยผู้ที่พบเห็นสามารถสังเกตได้ว่ามีรังผึ้งทั้งใหม่และเก่าอยู่ปะปนกันโดยมีทั้งรังใหญ่และเล็กจนเป็นที่แปลกตาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยจำนวนรังผึ้งที่มีมากดังกล่าวทำให้บางคนมีการตีเป็นตัวเลขกันไปต่างๆ นานายิ่งใกล้วันที่ 16 ธันวาคม
นอกจากนี้พบว่าภายในวัดซึ่งมีสภาพเป็นเกาะกลางหนองน้ำขนาดใหญ่หรือเวียงหนองล่มอันเป็นเมืองในตำนานของอาณาจักรโยนกนครยังมีอาคารอื่นๆ หลายแห่ง เช่น กุฏิ วิหารหลังเล็ก ศาลเจ้าแม่กวนอิม ฯลฯ รวมทั้งมีต้นไม้ขั้นหนาแน่นทั้งภายในเกาะและบริเวณโดยรอบแต่ปรากฎว่าไม่มีรังผึ้งไปติดอยู่เลยแต่กลับมาทำรังกันเต็ม 2 สถานที่ดังกล่าวจนทำให้ฝูงผึ้งบินขวักไขว่จนเกิดเสียงดังอย่างชัดเจนเมื่อเข้าไปใกล้ทั้ง 2 แห่งดังกล่าว

พระมหาชัยนันต์ โชติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดป่าหมากหน่อ กล่าวว่าอุโบสถและพระธาตุโยนกนคร แสงคำ ป็นพระธาตุภายในวัดกลายเป็นที่อยู่ประจำของฝูงผึ้งจำนวนมากที่ไปจับจองจุดต่างๆ ทำรังจนพบเห็นได้อย่างชัดเจนเต็มพื้นที่ไปหมด โดยฝูงผึ้งต่างไปทำรังกันมานานหลาย 10 ปีมาแล้วโดยไม่ทราบเหตุผลแต่ก็เชื่อว่าเกิดจากสภาพที่เหมาะสมเพราะพื้นที่ราบล้อมด้วยต้นไม้และหนองน้ำแต่ก็แปลกใจที่พากันไปทำรังตรง 2 สถานที่นี้เท่านั้นโดยไม่ทำรังที่จุดอื่นเลย แต่ชาวบ้านก็เชื่อกันว่าสาเหตุที่มีผึ้งไปอยู่กันมากเพราะเป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีความเป็นมายาวนานและเป็นตำนานขอเวียงหนองหล่มหรืออาณาจักรโยนาคนครที่มีอายุความเป็นมานับ 1,000 กว่าปี และปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาเพื่อให้เป็นวัดคู่พื้นที่จึงทำให้ฝูงผึ้งไปอยู่เพื่อจะได้ร่วมกันทำบุญด้วยนั่นเองด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงไม่กลัวและพากันใช้ชีวิตโดยไปทำบุญที่วัดกันตามปกติ
พระมหาชัยนันต์ กล่าวอีกว่าที่ผ่านมาก็พบว่าหากไม่ไปกระทบกับรังผึ้ง เช่น จุดธูป ขว้างปารังผึ้ง ฯลฯ ผึ้งก็ไม่เคยลงมาทำร้ายผู้คนเลย ดังนั้นทางวัดจึงทำป้ายเอาไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อแจ้งเตือนไม่ให้ประชาชนจุดธูปเทียนหรือทำให้เกิดควันที่จะไปกระทบกับรังผึ้งซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ตนได้ทำหน้าที่เจ้าอาวาสของวัดก็ไม่เคยเกิดปัญหาขึ้นเลย ส่วนรังผึ้งก็เกิดขึ้นและเมื่อรังหายไปก็จะทิ้งรังเก่าเป็นขี้ผึ้งเอาไว้แล้วก็จะมีรังใหม่ผุดขึ้นมาทดแทนเช่นนี้อยู่ชั่วนาตาปีโดยจะมีมากในช่วงปลายฤดูฝนก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวจนดำเต็มอาคารและพระธาตุไปหมด ซึ่งทางวัดก็ไม่มีแนวคิดจะเอารังผึ้งออกไปไหนเพราะเป็นสัตว์ร่วมโลกเหมือนกัน


