วันที่ 22 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ใช้ ม.44 ออกคำสั่งที่ 11/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้การกระจายอำนาจการศึกษาไปสู่ท้องถิ่น ตามนโยบายปฏิรูปการศึกษา กลับไปสู่การบริหารในระดับภูมิภาค บุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
โดย รศ.ดร.สุทธิพงศ์ หกสุวรรณ หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การที่ คสช.ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งเช่นนี้ก็ทำให้กลับไปในลักษณะเดิมคือการสั่งการมาจากศูนย์กลาง ซึ่งรูปแบบการให้อำนาจมาสู่ศึกษาธิการจังหวัดเหมือนกลับไปอดีตก่อนการปฏิรูปการศึกษา
รศ.ดร.สุทธิพงศ์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการบริหารงานเขตพื้นที่ และ อ.ก.ค.ศ. หรือกรรมการผู้มีอำนาจในเขตพื้นที่ก็จะมีข้อครหาเรื่องการแสวงหาประโยชน์มากมาย ซึ่งหลักการของการกระจายอำนาจถือเป็นเรื่องดีแต่คนที่มาทำไม่ดี เช่น การเรียกรับเงินจากการโอนย้ายตำแหน่ง เพราะฉะนั้นถ้ากลับไปแบบเดิมก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนรูปแบบไปคืออำนาจของเขตประถมมัธยมหายไป จะไปอยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งจะมีคณะกรรมการที่กำหนดขึ้นมา ก็ต้องศึกษาปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตซึ่งรูปแบบเดิมก็เคยมีปัญหามาก่อน เพราะฉะนั้นต้องศึกษาบทเรียนที่เคยผิดพลาดในอดีต เพราะระบบแบบนี้ไม่ได้ประกันว่าจะมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับว่าการควบคุมการได้มาซึ่งคน กับการควบคุมระบบจะทำได้ดีแค่ไหน
การปฏิรูปจะได้ผลหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่การปรับหน่วยงาน แต่การปฏิรูปต้องทำพร้อมกันทั้งระบบ ซึ่งตอนนี้มีปัญหาในเรื่องระบบ แม้หลักการล้วนดีหมด แต่คนปฏิบัติไม่ได้ทำด้วยความถูกต้องหรือเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งตนมองว่าต้องมีคนอย่างกลุ่ม ผอ.เขตที่ไม่เห็นด้วยแน่นอน แต่คงไม่รุนแรงเพราะถือว่าชอบด้วยเหตุผล
ด้าน ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และอดีตประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ได้กล่าวว่า ไม่ผิดจากที่คาดการณ์ไว้ว่า รมว.ศึกษาธิการจะใช้มาตรา 44 ในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งคำสั่งที่ออกมาจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการดำเนินการปรับรื้อระบบของกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการย้อนยุคไปสู่การบริหารจัดการศึกษาของประเทศไปกว่า 40 ปี แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า รมว.ศึกษาธิการต้องมีคำสั่งหรือออกกฎหมายติดตามมาอีกหลายฉบับแน่นอน เพราะเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่การปฏิรูปคุณภาพ คือจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียน ซึ่งหากจะทำให้สำเร็จได้ก็ต้องทำให้โรงเรียน ครู และผู้บริหารมีอิสระในการบริหารจัดการบนพื้นฐานของความรับผิดชอบโดยความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งคำสั่ง คสช.ทั้งสองฉบับนี้ยังไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อดิศรมองว่า โครงสร้างของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดที่ออกมานี้ได้ยึดติดตำแหน่งหรือตัวบุคคลที่มาจากระบบราชการมากเกินไป ควรให้มีสัดส่วนของภาคประชาสังคมในจังหวัดให้มากกว่านี้ ประเด็นที่สงสัยมากคือ ทั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ กศจ. และ อกศจ.ไม่มีการกำหนดวาระในการดำรงตำแหน่งไว้ รวมทั้งการแต่งตั้งศึกษาธิการภาค รองศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และรองศึกษาธิการจังหวัด ที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จให้ปลัดกระทรวงศึกษาฯว่าจะมีหลักประกันในการคัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ และหลักประกันด้านธรรมาภิบาลอย่างไร ต้องฝากไปยังปลัดกระทรวงศึกษาฯว่าต้องออกแบบระบบในการสรรหากลุ่มบุคคลดังกล่าวให้ดี โดยไม่ยึดติดกับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเดิม ต้องให้ได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม มีความกล้าหาญ ที่สำคัญคือมีความสามารถบริหารการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เช่นนั้นจะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนถ่ายตำแหน่งของบุคคลในกลุ่มเดิมๆ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปเชิงคุณภาพใดๆ
ส่วน นายสัมนา ฉัตรบูรณจรัส อดีตผู้บริหารสถานศึกษา ฐานะแกนนำครูโคราช กล่าวว่า ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงต้องมีแรงต้านเสมอ หากมองในแง่ที่ดี ศธ.มีเอกภาพในการบริหารงานบุคคล สามารถลดขั้นตอนในการบังคับบัญชา ข้อเสียเป็นการรวมอำนาจไว้กับกลุ่มบุคคลที่มาจากการลากตั้ง ไม่ได้มาจากความต้องการของครู เสมือนเชิงสัญลักษณ์คล้ายเผด็จการ ซึ่งอาจไม่สนใจกับข้อเรียกร้องของกลุ่มครู

