ลูกสาวหายไปแรมปี วันนี้กลับมาแล้วพร้อมหลานชายมาให้แม่อุ้ม ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย
น้ำตานองอาบสองแก้ม แม่ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย พบกับลูกสาวแล้ว หลังหายเงียบไปกันกว่า 1 ปี ติดต่อไม่ได้ ขณะที่ลูกเขยมาถึงยื่น น้อง “อะตอม” หลานชายวัย 2 เดือน ให้เพื่อรับขวัญ ปลาบปลื้มน้ำตาไหลเอ่อ ขณะที่ “น้องบุ้ง” พูดทั้งน้ำตา พ่อแม่คือสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต ไม่เคยคิดทอดทิ้ง
ข่าวคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 20.30 น. วันนี้ (7 ม.ค.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 32/12 ถ.เพลินพิทักษ์ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง น.ส.ณิชาภัทร วรรณทวี หรือ น้องบุ้ง อายุ 33 ปี ลูกสาวเพียงคนเดียวของ นายโฮม และ นางถาวร วรรณทวี ได้เดินทางกลับมาหาหลังจากที่พลัดพรากจากกันไปกว่า 1 ปี ซึ่งได้เดินทางมาด้วยเครื่องบินจากท่าอากาศยานดอนเมือง ลงที่ ท่าอากาศยานตรัง และขับรถยนต์เก๋งที่เช่าไว้ พร้อมด้วย สามี และ “น้องอะตอม” ลูกชายวัยเพียง 2 เดือน ถึงประตูหน้าบ้าน โดยมีเพื่อนบ้าน และญาติๆ ต่างมาเฝ้ารอดูความดีใจของผู้เป็นแม่ โดยเมื่อทั้งหมดมาถึง “น้องบุ้ง” ลูกสาวเพียงคนเดียว ได้วิ่งเข้ามาหาผู้เป็นแม่ พร้อมทั้งโอบกอดและหอมแก้ม และกราบขอโทษที่กระทำผิดไป โดยที่ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยน้ำตาที่อาบแก้ม รับรู้ได้ถึงความผูกพันที่ไม่สามารถมีอะไรมาตัดให้ขาดได้
ขณะเดียวกัน ผู้เป็นลูกเขย ได้ยื่น น้อง “อะตอม” ให้กับ “ป้าถาวร” เพื่อเป็นการรับขวัญหลานชาย โดยจากที่ “ป้าถาวร” เคยนอนอยู่กับที่ ลุกไปไหนไม่ได้ กลับลุกขึ้นนั่งได้ และยิ้มแก้มปริน้ำตานองท่วมใบหน้า โดยที่ไม่โกรธหรือด่าทอลูกสาว แม้แต่น้อย สร้างความประทับใจให้กับผู้คนที่รอดู พร้อมด้วยกองทัพนักข่าว หลายสำนักที่ต่างมารอกปักหลักเฝ้าติดตามทำข่าวรายงานความคืบหน้า
น.ส.ณิชาภัทร หรือ น้องบุ้ง กล่าวว่า หลังจากที่ตนเองออกจากบ้านเพื่อไปทำงานที่กรุงเทพฯ ในตอนแรกก็ได้ส่งเงินกลับมาให้แม่ทุกๆเดือน หลังจากนั้นก็ได้คบหากับแฟนหนุ่ม ที่ประกอบอาชีพ รับเหมางานก่อสร้าง และร่วมกันทำงานและเปิดกิจการขึ้นมา ทำให้มีภาระและความรับผิดชอบมากขึ้น และไม่สามารถกลับมาหาแม่ได้ อีกทั้งโทรศัพท์เครื่องเก่าหายและไม่มีเบอร์ติดต่อของใครอีกเลย แต่มีแผนว่าจะกลับมาหาแม่ ตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2560 แต่ได้เกิดท้องเสียก่อน และมีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรงมาก ถึงขั้นเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จนกระทั่งคลอดลูกชายได้ 2 เดือน ก็ได้เห็นข่าวที่แม่ได้ประกาศตามหาตนเอง ตามสื่อต่างๆ จึงได้ติดต่อกลับมาหาแม่ทันทีทันใดนั้นเลย และตนเองไม่เคยคิดที่จะทิ้งแม่แม้แต่น้อย แต่เหตุการณ์ทุกอย่างบังคับ ทำให้ไม่สามารถกลับมาหาแม่ได้
น้องบุ้ง กล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้ตนเองวางแผนว่า จะนำพ่อและแม่ไปเลี้ยงดู และรักษาตัวที่กรุงเทพฯ เพราะสะดวกในการใช้ชีวิตกว่า อีกทั้งบ้านที่พ่อกับแม่อยู่ในตอนนี้ก็เป็นบ้านเช่า เลยอยากจะให้ไปอยู่ในที่ๆ สบายมากกว่านี้ ในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ต้องตกลงกับพ่อแม่ก่อนว่าจะยอมไปไหม หากไม่ยอมไป ตนเองก็พร้อมที่จะกลับมาอยู่ที่ จ.ตรัง เพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่ตลอด และอยากจะฝากไปยังคนที่เป็นลูกทุกคนว่า อย่าทำผิดกับพ่อและแม่แบบเดียวกับตน เพราะพ่อแม่คือสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต แม้ตนเองหายไปกว่า 1 ปี กลับมาถึงพ่อกับแม่ไม่ได้โกธรอะไรแม้แต่น้อย แถมยังถามสาทุกข์สุขดิบต่างๆนาๆ ด้วยความเป็นห่วง สุดท้ายขอบคุณพี่ๆ สื่อมวลชนที่คอยช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับแม่มาตลอด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เหตุการณ์นี้ โลกโซเซียลให้ความสนใจกันมาก ได้มีการแชร์กระหึ่ม! ถึงเรื่องราว เกี่ยวกับ ลุงโฮม และ นางถาวร วรรณทวี สามีภรรยาวัย 70 ปี อาศัยอยู่ภายในห้องเช่าเล็กๆ ภายในเขตเทศบาลนครตรัง โดยนายโฮม ตาข้างซ้ายเป็นต้อเนื้อทำให้ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด ส่วนนางถาวร หรือป้าวร เป็นหลายโรครุมเร้า ทั้งเบาหวาน ความดัน อัมพฤกษ์ และเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายลุกลามไปยังกระดูกสันหลังทั้งคู่ใช้ชีวิตด้วยเงินคนชราและค่าจ้าง (บางวัน) ครั้งละ 100-200 บาท จากการรับจ้างถากหญ้าตัดต้นไม้ ของนายโฮมผู้เป็นสามี แต่สิ่งที่ทั้งคู่เรียกร้องและอ้อนวอนตลอดเวลาคือ ขอให้ลูกสาวคนเดียวคือ น.ส.ณิชาภัทร วรรณทวี หรือ น้องบุ้ง อายุ 33 ปี ที่หายไปจากบ้านไปนานเกือบ1 ปี กลับมาเยี่ยมมาให้พบหน้าสักครั้งก่อนตายโดนวอนผ่านสื่อให้ช่วยประกาศจนลูกสาวเพียงคนเดียว ได้โทรศัพท์ติดต่อกลับมาหา และสัญญาว่าจะกลับมาในวันที่ 7 ม.ค.60 นี้ และกลับมาจริงๆ ตามข่าว

