เมื่อวันที่ 14 มกราคม นายอัครเดช ฉากจินดา ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เปิดเผยว่า ได้แต่งตั้งทนายความ ขอเลื่อนการพบ พ.ต.ต.บัญชา รัตนกันทา พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ตามหมายเรียก หลังจากถูกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แจ้งความดำเนินคดี ในข้อกล่าวหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
เนื่องจากเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่เคลื่อนไหว คัดค้านโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ขนาด 870 เมกกวัตต์ ที่ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง และโครงการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหิน บ้านคลองรั้ว ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง
โดยเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2561 ปฏิบัติการปลดถ่านหินจากกระบี่พื้นที่การท่องเที่ยวของโลก ผ่านสื่อเฟซบุ๊ก ว่า นับแต่ชาวกระบี่ และอันดามันได้ร่วมกันปกป้องทรัพยากรท้องทะเล ป่าชายเลน พื้นที่การเกษตร การประมง เพื่อให้เป็นแหล่งสำหรับการผลิตอาหาร การเศรษฐกิจ คงไว้ซึ่งสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ดี
จากภัยคุกคามครั้งสำคัญของการประกาศสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกกะวัตต์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมานั้น กระบี่ และอันดามันได้พิสูจน์ให้สาธารณะเห็นแล้วว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนากระบี่ และอันดามันคือการเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวของโลก ไม่ใช่แหล่งมลพิษจากควัน และขี้เถ้าถ่านหิน
แม้ว่ารัฐบาลจะได้ประกาศยกเลิกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนกุมพาพันธ์ 2560 ส่งผลให้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ.ถูกยกเลิกไป กระนั้นก็ตามสำนึกแห่งการพัฒนา และการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงความก้าวหน้าที่จะพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ก็มิได้เกิดขึ้นแก่องค์กรที่ชื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแต่อย่างได
ยังคงประกาศเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ครั้งใหม่ โดยเริ่มต้นจัดทำรายงานเพื่อนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ครั้งใหม่ในวันที่ 28 มกราคม 2561 นี้ เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินขอกราบเรียนมายังประชาชนทั่วประเทศ เพื่อให้ได้รับทราบถึงพฤติการณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินครั้งใหม่ดังนี้
1.เมื่อนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้มีกรรมการ 3 ฝ่ายซึ่งประกอบด้วย กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย-สมาชิกสภานิตบัญญัติแห่งชาติ-ฝ่ายประชาชน ทำการศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งมีผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน
ตลอดระยะเวลาประมาณ 9 เดือนของการถกเถียงแสวงหาข้อมูล ได้บทสรุปร่วมกันว่า จังหวัดกระบี่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้จำนวน 1,700 เมกกะวัตต์ แต่ผลการศึกษาเหล่านี้ถูกเพิกเฉย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยยังคงเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป
2.เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 รัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่านหิน ส่งผลให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ถูกยกเลิกไปนั้น เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินได้ประกาศตั้งแต่คราวนั้นแล้วว่า หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่
จะต้องดำเนินการภายใต้การแก้กฎหมายอีไอเอให้เกิดความเป็นธรรมเสียก่อน แต่การดำเนินการคราวนี้ยังคงเป็นไปภายใต้กฎหมายฉบับเดิม กฟผ.เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทให้มาทำการประเมิน ซึ่งอย่างไรเสียรายงานฉบับนี้จะยังคงผ่านเหมือนเดิม เป็นปัญหาที่ทั่วประเทศต้องเผชิญความขัดแย้งในปัจจุบัน ซึ่งเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินขอประกาศไม่ยอมรับการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม และสุขภาพครั้งนี้
3.ในสถานการณ์ของการยกเลิกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนกุมพาพันธ์ 2560 นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ต่อไปจะต้องมีการจัดทำการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนานั้นเกิดความเหมาะสม แต่ในการดำเนินการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครั้งนี้กลับเพิกเฉยต่อการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ว่า
พื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ และพื้นที่การท่องเที่ยวของโลกทั้งจังหวัดกระบี่ และอันดามันซึ่งทำรายได้เฉพาะการท่องเที่ยวปีละประมาณ 4 แสนล้านบาท เหมาะสมแล้วหรือที่จะเอามาเป็นแหล่งมลพิษโรงรับรองไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งทั่วโลกโดยเฉพาะ ยุโรป และอเมริกา ประกาศปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถจัดการกับมลพิษถ่านหินได้
การกระทำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยครั้งนี้ จึงเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์แห่งพ่อค้าถ่านหินเพียงไม่กี่รายเป็นการเฉพาะ
4.สถานการณ์ไฟฟ้าล้นเกินระบบการใช้ของประเทศกว่า 10,000 เมกกะวัตต์ เพราะมีการสร้างโรงไฟฟ้าล้นเกินจนกลายเป็นภาระสำหรับประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้วาทกรรมที่ผลิตออกมาเพื่อบิดเบือนข้อมูลต่อประชาชนว่า ไฟฟ้าไม่พอ
เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จึงขอกราบเรียนมายังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่า เราจะแสดงหลักการ และเหตุผลต่อคนทั่วโลกว่า การผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้จากพลังงานหมุนเวียน และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่อันดามันต้องรักษาไว้ให้เป็นแหล่งการท่องเที่ยวของโลก และแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของชาติ
โดยขอประกาศว่าวันที่ 27 กุมพาพันธ์ 2561 เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลสั่งยกเลิกทั้งทางกฎหมาย และนโยบาย ปลดถ่านหินจากกระบี่พื้นที่การท่องเที่ยวของโลกอย่างถาวร

