หน้าแรก ภูมิภาค กลุ่มประเทศลุ...

กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงเจรจาสร้างเขื่อนปากแบงในสปป.ลาว เครือข่ายลุ่มน้ำโขงไทยต้าน

15.01.18 | 17:12 น.

เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่สถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นโฮงเฮียนแม่น้ำของ เลขที่ 260 หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย นายจันแสวง บุนยง อธิบดีกรมการนโยบายแผนพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ดร.แกรม บอยด์ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญอิสระโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงโครงการเขื่อนปากแบง เมืองปากแบง แขวงอุดมไชย สปป.ลาว เป็นโครงการที่เตรียมก่อสร้างห่างจากแก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เข้าไปในแขวงอุดมไชยประมาณ 92 กิโลเมตร นายจาง เชา รองผู้จัดการทั่วไปบริษัทจีน ต้าถัง โอเวอร์ซี อินเวสเมันต์ จำกัด นาย เติ้ง โบ ผู้จัดการทั่วไปบริษัทต้าถัง (สปป.ลาว) ปากแบ่ง ไฮโดรเพาเวอร์ จำกัด พร้อมคณะได้เดินทางมาหารือกับเครือข่ายภาคประชาชนเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว


หลังจากมีการศึกษาโครงการนี้แล้วเสร็จตั้งแต่กลางปี 2560 ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 84 เดือน แต่ยังไม่มีการก่อสร้าง เนื่องจากมีการคัดค้านจากเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงของไทยเกรงจะเกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้มี พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า รอง ผบช.ภ.5 ในฐานะดูแลศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในแม่น้ำโขง (ศปปข.) ของไทย นางวาสนา ร้อยอำแพง นักอุทกวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรน้ำ ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฯลฯ พร้อมเครือข่ายประชาชนนำโดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของ ประมาณ 100 คนเข้าร่วม

ดร.แกรม กล่าวว่า เขื่อนปากแบงออกแบบเป็นเขื่อนน้ำล้นหรือน้ำไหลผ่านไม่ใช่เขื่อนเพื่อการกักเก็บน้ำ จึงไม่กระทบมาถึงแก่งผาไดของไทย แต่มุ่งเพื่อการให้น้ำไหลเพื่อปั่นมอเตอร์ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลักและยังมีการนำข้อมูลย้อนหลังกว่า 50 ปีมาศึกษา เพียงพอจนถึงขั้นมีการทำต้นแบบหรือโมเดลลิ่ง และคำนวนว่าจะลดระดับน้ำจากเขื่อนลง 5-10 เมตรเพื่อไม่ให้กระทบถึงแก่งผาได รวมทั้งจะมีการประสานข้อมูลกับเขื่อนเหนือประเทศไทยขึ้นไปอย่างใกล้ชิดทั้งด้านอุทกศาสตร์และระดับน้ำอีกด้วย ส่วนกรณีพันธุ์ปลาที่กังวลกันนั้นทางคณะกรรมการแม่น้ำโขงก็เสนอให้มีด้วยซึ่งโครงการก็เห็นด้วย จึงมีการศึกษาพันธุ์ปลาและสร้างทางผ่านของปลาทั้งขึ้นและลงควบคู่ไปกับทางขึ้นลงของเรือที่จะผ่านเขื่อนไปคนละช่องกับน้ำที่ใช้เพื่อการปั่นกระแสไฟฟ้า ขณะที่ความกังวลเรื่องตะกอนในแม่น้ำโขงก็คำนวนว่ามีเขื่อนด้านบนอยู่แล้วและเป็นเขื่อนปากแบงที่เป็นเขื่อนน้ำไหลผ่านจะสามารถระบายตะกอนผ่านไปได้ถึง 90%

Advertisement

นายนิวัฒนต์ได้ยื่นข้อเสนอแนะและข้อซักถามกับทางโครงการจำนวน 6 ข้อ ประกอบด้วย 1.การอพยพของปลา ผ่านเขื่อน หลังมีการฟ้องศาลปกครองเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนจากเขื่อนไซยะบุรี และศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องไว้นั้น เจ้าของโครงการได้ปรับแบบและออกแบบทางปลาผ่าน และระบบระบายตะกอน ก็ยังไม่ทราบได้ว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ สำหรับเขื่อนปากแบงและเขื่อนสานะคาม อยู่ใกล้ชายแดนไทย จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร 2.ผลกระทบข้ามพรมแดน ต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง 3.ผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่พรมแดนไทยลาว บริเวณ อ.เชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากเขื่อนจิงหง กั้นแม่น้ำโขงในยูนนาน 4.ผลกระทบต่อการเดินเรือท่องเที่ยว ระหว่างเมืองห้วยซาย-หลวงพระบาง โดยเฉพาะช่วงการก่อสร้างเขื่อนมีการปิดกั้นลำน้ำ 5.การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน จะมีส่วนร่วมจากผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างไร นี่คือประเด็นที่เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ฟ้องศาลปกครอง ขณะนี้ศาลปกครองสูงสุดได้รับพิจารณาการอุทธรณ์แล้ว 6.มาตรการบรรเทาผลกระทบข้ามพรมแดน จะมีแผนเป็นอย่างไรบ้าง

ด้านนายจันแสวง กล่าวว่า การสร้างเขื่อนปากแบงมีความสำคัญต่อพื้นที่เพราะกำลังการผลิตของประเทศเองนั้นไม่สามารถทำได้ การที่จีนเข้ามาดำเนินการก็เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ หัวใจสำคัญคือการพัฒนาให้กับประชาชน ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนจะสามารถผลิตได้นาน หากจะใช้แผงโซลาเซลล์นั้นมีข้อจำกัดที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้แค่ 30% เพราะยังมีช่วงกลางคืนและหากจำเป็นต้องหยุดผลิตกระแสไฟฟ้าต้องหาจากแหล่งอื่นทดแทนต้องใช้ต้นทุนสูงและพื้นที่ภาคเหนือของ สปป.ลว เป็นภูเขาสูงชันไม่เหมาะกับเรื่องนี้จึงต้องหาแหล่งพลังงานจากเขื่อนดังกล่าว

สำหรับเขื่อนปากแบงเป็นเขื่อนระบายน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 912 เมกวัตต์ เดิมทีตั้งเป้ากำลังผลิตไว้ที่ 1,230 เมกวัตต์ แต่เกรงจะมีผลกระทบต่อผู้ที่อยู่เหนือเขื่อนจึงลดปริมาณลง ทำให้เหลือความสูงของเขื่อนรวม 64 เมตร อยู่ใต้ชั้นดิน 30 เมตรและเหนือพื้นที่ดินอีก 34 เมตร มีประตูระบายน้ำ 16 บาน โดยมีอยู่ 14 บานที่จะมีการใส่ใบพัดผลิตกระแสไฟ มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 80 เดือน หากทุกฝ่ายเห็นชอบ มีระยะเวลาผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 29 ปี จากนั้นทางบริษัทจีนจะยกให้กับรัฐบาล สปป.ลาว เป็นผู้ดูแล กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ 10 เปอร์เซ็นต์จะถูกนำส่งกระจายให้ประชาชนของ สปป.ลาว ที่เหลืออีกร้อยละ 90 จะส่งมาจำหน่ายในประเทศไทย