เมื่อวันที่ 18 มกราคม เวลา 15.30 น. ที่เวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้าน มีการนำเสนอ “นวัตกรรม ‘ถนนเรืองแสงจากยางพารา’ ครั้งแรกของประเทศไทย” โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นำโดย ผศ.ดร.กัมปนาท ศิริเวทิน อาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติฯ มจพ., นายฐิตินันท์ อึ้งตระกูล วิศวกร และนายกษิดิศ วรวณิชชา นักศึกษาปริญญาโท หนึ่งในทีมงานวิจัยนวัตกรรมยางพาราฯ
นายกษิดิศกล่าวว่า การสร้างถนนเรืองแสงมาจากปัญหาระบบส่องสว่างชำรุดเสียหาย อันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยมีแนวทางแก้ไขคือการใช้สีสะท้อนแสง แต่การทำงานของสีสะท้อนแสงคือต้องมีรถแล่นผ่าน หรือมีแสงจากหลอดไฟส่องมาจึงสามารถเห็นแสงได้ อีกทั้งผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศไทย โดยงานวิจัยนี้เลือกใช้ยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักในไทย อีกทั้งสามารถปลูกได้ทุกภาคในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดบึงกาฬ
“เราเลือกใช้สารฟอสฟอเรสเซนต์ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์หลักในงานวิจัยนี้คือการนำยางพารามาใช้ทำเป็นผิวทางเรืองแสงในเวลากลางคืน เป็นการส่งเสริมนโยบายรัฐบาลที่ต้องสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น เบื้องต้น เราจะนำยางมาผสมสารเคมีต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้เหมาะสมในการทำผิวทาง จากนั้นนำยางที่ผสมสารเคมีมาเตรียมเป็นของเหลวด้วยตัวทำละลายชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายสี สียางนี้เราสามารถใช้แปรงทา หรือหล่อเป็นเส้นก็ได้ และถนนเรืองแสงนี้ใช้ทำเป็นเส้นบนลานจอดรถ พื้นทางเดินบนสวนสาธารณะ เลนลู่วิ่งจักรยาน หรือทำเป็นสัญลักษณ์บนถนนตามจุดเสี่ยงต่างๆ ได้เช่นกัน” นายกษิดิศกล่าว
นายกษิดิศกล่าวต่อวา ข้อดีของถนนเรืองแสงคือ 1.ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของผู้ขับขี่บนท้องถนน 2.เป็นยางพารา 100 เปอร์เซ็น 3.ถือเป็นถนนประหยัดพลังงานอย่างหนึ่ง ทั้งยังสามารถใช้เป็นถนนตกแต่ง ทำเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ส่วนต้นทุนการผลิตนั้น หากเทียบตามตารางเมตร สีสะท้อนแสงมีราคา 500-800 บาท แต่สีเรืองแสงจากยางพาราจะมีราคาแพงกว่าคือ 850-1,000 บาท แต่เงินที่เราเพิ่มขึ้นนั้น ควรมองว่าสีสะท้อนแสงโดยปกติต้องให้แสงส่องมาถึงจะมองเห็น ถ้าไม่มีแสงใดๆ เราจะมองไม่เห็นเลย แต่สีเรืองแสงจากยางพาราสามารถดูดซับพลังงานจากภายนอกได้ ทั้งแสงดวงอาทิตย์ รถยนต์ หลอดไฟ หรือดวงจันทร์ ในการกระตุ้นให้มองเห็นได้ ตลอดจนภายในงานวันยาพาราฯนี้ ทาง มจพ.ได้นำโมเดลถนนเรืองแสงมาจัดแสดงด้วย

นายฐิตินันท์ อึ้งตระกูล วิศวกรจาก มจพ. กล่าวว่า ในนวัตกรรมที่ 2 ของ อ.ระพีพรรณ แดงตันกี คือ สารจับยาง IR ที่สามารถแยกเนื้อยางพาราออกจากน้ำยางที่มีความเข้มข้นต่ำที่ 3- 10% ได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำยางพาราที่โดนน้ำฝน ซึ่งปกติแล้วชาวบ้านจะเททิ้ง ไม่สามารถดึงเนื้อยางออกมาได้ หรือน้ำล้างจากบ่อหรือถังเก็บยางพารา หลังจากนำตัวน้ำยางไปขายที่สหกรณ์ จะทำการล้างถัง ซึ่งในขณะที่ล้างถังจะมีน้ำยางพาราปนออกมาด้วย สารตัวนี้จะช่วยดึงเอาเนื้อยางพาราออกจากน้ำ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำทิ้งเหล่านั้นได้
นอกจากนี้ เวลาน้ำยางปนเปื้อนน้ำฝนหรือน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนยางพารา ชาวบ้านมักจะเททิ้งตามร่องน้ำสวน และเกิดการหมักหมม เป็นแบคทีเรียและส่งกลิ่นเหม็นในที่สุด แต่สารจับยาง IR ที่ช่วยดึงเอาเนื้อยางออกจากน้ำทิ้ง จะทำให้น้ำทิ้งใสขึ้น ลดกลิ่นเหม็นลง จุดสำคัญคือใช้งานง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดังที่สหกรณ์ทำยางแผ่นรมควัน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ได้นำไปปรับใช้แล้ว เนื่องจากทุกเย็นจะมีการล้างบ่อยาง และใช้สารจับยาง IR ดึงเอาเนื้อยางออกมาขายเป็นขี้ยาง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราและ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรสวนยาง

นายฐิตินันท์กล่าวต่อว่า สำหรับนวัตกรรมชิ้นที่ 3 คือหมอนยางพาราปลอดเชื้อ ที่ช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันการเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานหมอนยางพาราไทย ยกตัวอย่างเช่น เวลาซื้อหมอนยางพารามาเก็บไว้นานๆ จะมีกลิ่นที่เกิดจากจุลินทรีย์ที่ย่อยสลาย แต่ในหมอนยางพาราปลอดเชื้อมีการเติมสาร ‘ซิลเวอร์นาโน’ จะช่วยไม่ให้เกิดการย่อยสลาย และไม่ทำลายคุณสมบัติอื่นๆ ของหมอนยางพารา
ด้าน ผศ.ดร.กัมปนาท ศิริเวทิน อาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติฯ มจพ. กล่าวว่า ในปีนี้ทางมหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอนวัตกรรมแก่พี่น้องชาวบึงกาฬ เนื่องจากมีการตกลงทางด้านความร่วมมือกับจังหวัดบึงกาฬ เพราะฉะนั้นนวัตกรรมยางฯที่คิดค้นมา ก็จะนำมาเสนอให้ชาวบึงกาฬเป็นที่แรก
ทั้งนี้ มีการสร้างต้นแบบถนนเรืองแสงที่เปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบและเป็นทางการแห่งแรกคือที่จังหวัดบึงกาฬ และในส่วนของการเสนอ ‘นวัตกรรมยางพาราใช้งานได้จริง’ นั้น ทาง มจพ.มีการผลิตคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราของพี่น้องเกษตรกร และในปีหน้าคาดหวังไว้ว่าจะได้นำเอานวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอแก่พี่น้องชาวบึงกาฬอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศตลอดการนำเสนอมีเกษตรกรชาวสวนยางร่วมฟังการเสวนาจนเต็มทุกที่นั่ง และในขณะดำเนินการเสวนา มีการสาธิตการใช้สารจับยาง IR อย่างง่าย เพื่อสร้างความเข้าใจได้ง่ายขึ้นเห็นผลได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ภายหลังจบการเสวนามีผู้เข้าร่วมเสวนาให้ความสนใจสอบถามข้อสงสัยเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ที่บูธของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือมีการจัดแสดงผลงานการคิดค้นนวัตกรรมใหม่จากการแปรรูปยางพาราคือ การทำถนนจากยางพารา ซึ่งได้มีการทดลองนำยางพาราดิบไปเป็นส่วนผสมกับปูนซีเมนต์ เพื่อทำการก่อสร้างถนนที่สามารถใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ คงทน โดยในระยะทาง 1 กิโลเมตร จะใช้ยางพาราประมาณ 200 ตัน ที่จะเป็นการนำยางพาราแปรรูปใช้ในประเทศอีกรูปแบบ และการันตีว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ส่งผลดีต่อเกษตรกรในอนาคต สามารถนำยางพาราใช้ในประเทศได้มากขึ้น

