หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ชาวบ้านสุดทน!...

ชาวบ้านสุดทน!ลุกฮือไล่เจ้าอาวาสวัดพญาไม้ราชบุรี-แจ้งสำนักพุทธตรวจสอบ

24.01.18 | 20:11 น.

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 มกราคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนา จ.ราชบุรี พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ เข้าตรวจสอบหลังมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวชุมนุมที่หน้าวัดพญาไม้ หมู่ 6 ต.โคกหม้อ อ.เมือง จ.ราชบุรี เพื่อขับไล่เจ้าอาวาส ซึ่งจากการสอบถามพระกรนุสิต พระลูกวัดพญาไม้ ซึ่งบวชอยู่ที่วัดแห่งนี้มากว่า 33 ปี บอกว่า ชาวบ้านและพระลูกวัดอีกหลายองค์นั้นไม่พอใจในพฤติกรรมของพระครู ธรรมธร ธงชัย สุทธจิตโต เป็นเจ้าอาวาสวัดพญาไม้ โดยที่หลายคนพูดกันว่าไม่ปฎิบัติกิจของสงฆ์ ที่ผ่านมาก็ถูกชาวบ้านเคยมาขับไล่มาแล้วครั้งหนึ่ง

นายวินิจ ธัญชนกพงษ์ อายุ 78 ปี ชาวบ้านที่มาทำบุญที่วัด บอกว่า พฤติกรรมของเจ้าอาวาสนั้นชาวบ้านรับไม่ได้ ทั้งเรื่องการใช้เงินกฐิน 3 ปี ที่ผ่านมา มีเงินตั้งหลายล้านบาท แต่ไม่ยอมนำมาพัฒนาวัด เมื่อสอบถามก็บอกว่าเงินหมดแล้ว ไม่มีใครทราบว่านำเงินไปทำอะไร แม้แต่กรรมการวัดก็ไม่มีใครรู้เรื่องเลย พอชาวบ้านจะสอบถามเรื่องเงินก็หนี ไม่ยอมมาพูดคุยด้วย นอกจากนี้ก็ได้พูดคุยกับหลวงพ่อแล้วว่า ต้นไม้ที่ทางเจ้าอาวาสอ้างว่าเป็นต้นตะเคียนลอยน้ำมาขึ้นที่หน้าวัดเมื่อหลายปีก่อน แล้วทางเจ้าอาวาสก็ทำพิธีนำขึ้นมาใหญ่โต นั้นไม่ใช่ไม้ตะเคียน แต่เป็นต้นจามจุรี จึงไม่อยากจะให้ไปหลอกญาติโยมให้งมงายมากราบไหว้ จึงทำให้เจ้าอาวาสไม่พอใจ และวันนี้ชาวบ้านก็จะมาสอบถามเรื่องการเบิกเงินไปใช้ แต่ทางเจ้าอาวาสก็ขับรถหนีไป จึงต้องแจ้งให้ทางสำนักพุทธศาสนาให้เข้ามาตรวจสอบ

นางยลลดา ชมเชย อายุ 64 ปี ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณวัดก็บอกว่า ช่วงแรกๆที่เจ้าอาวาสย้ายมาอยู่ใหม่ ก็มีชาวบ้านมาทำบุญเต็มศาลาทุกวันพระ แต่ต่อมาเริ่มเห็นพฤติกรรมของเจ้าอาวาส โดยเฉพาะการไม่ลงมาสวดมนต์และฉันอาหารในช่วงที่ชาวบ้านมาทำบุญ ญาติโยมหลายคนก็เริ่มเสื่อมศรัทธา จากนั้นคนที่มาทำบุญก็น้อยลง จนล่าสุดวันนี้ซึ่งเป็นวันพระมีแค่ไม่ถึง 7 คน จึงอยากให้เจ้าอาวาสองค์นี้ย้ายออกไปอยู่ที่วัดอื่นเพราะชาวบ้านนั้นไม่ยอมรับแล้ว เงินกฐินปีละกว่า 1 ล้านบาท 3 ปี แล้วแต่ไม่มีการพัฒนาอะไรเลย เงินก็หมด ชาวบ้านไม่อยากให้อยู่ที่วัดนี้แล้ว แต่ไปอยู่ที่ไหนก็ขอให้ไป
นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนา จ.ราชบุรี ก็บอกว่าหลังทราบเรื่องก็มาตรวจสอบซึ่งก็มีชาวบ้านมาให้ข้อมูล แต่ทางสำนักพุทธฯนั้นไม่มีหน้าที่ในการไปเร่งรัดท่านเจ้าอาวาส ซึ่งเรื่องร้องเรียนนั้นเดิมมีอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่จะมารับตำแหน่ง ผอ.สำนักพุทธฯ และเมื่อมารับฟังชาวบ้านก็พบว่าข้อมูลนั้นสอดคล้องกัน ทั้งเรื่องการปฎิบัติตัว เรื่องการปฎิบัติกิจของสงฆ์ ไม่มีระบบในการใช้จ่ายเงินของวัด แต่ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทางคณะสงฆ์ก็จะต้องพิจารณาซึ่งจะต้องดูเรื่องหลักฐานและพยาน ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านจะพอใจหรือไม่นั้นไม่มีกฎบังคับว่าชาวบ้านจะต้องรวมตัวกันเท่าไหร่จึงจะปลดเจ้าอาวาสได้ แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ และต้องให้ทางเจ้าอาวาสได้พิจารณาตัวเองด้วย