เชียงรายดันวาระ’เมืองอาหารปลอดภัย’ หลังทุนใหญ่ผูกขาดสินค้า-คนไทยป่วยจากสารพิษตกค้าง

วันที่ 24 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมโรงแรมริมกก รีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย นางปราณปริยา พลเยี่ยม ท่องเที่ยวและกีฬา จ.เชียงราย เป็นประธานในการเปิดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อการพัฒนาท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อสนับสนุนเกษตรปลอดภัยขับเคลื่อนวาระ จ.เชียงราย เมืองเกษตรสีเขียวอาหารปลอดภัยวิถีไทยล้านนา” โดยมีนายกิตติ ทิศสกุล นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ ในฐานะผู้จัดการโครงการอาหารปลอดภัยเชียงรายเป็นสุข นำตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องจำนวน 30 ชุมชนเข้าร่วม กิจกรรมจัดให้มีการแจ้งถึงวาระจังหวัดในการขับเคลื่อนให้เกิดอาหารปลอดภัยและอนุรักษ์วิถีล้านนาดังกล่าว พร้อมแจ้งแนวทางการสนับสนุนด้านงบประมาณ การเชื่อมอาหารปลอดภัยกับการท่องเที่ยวโดยชุมชนใน จ.เชียงราย
นายกิตติกล่าวว่า เชียงรายเป็นเมืองการท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์และยังเป็นเมืองการเกษตร ทางจังหวัดจึงกำหนดให้มีวาระจังหวัดในการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย โดยจังหวัดใช้งบประมาณ 25 ล้านบาท สร้างศูนย์เกลียวทิพย์ที่ ต.นางแล อ.เมือง เพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกรเพื่อจำหน่าย ในปี 2559 นี้ สนับสนุนงบประมาณอีกราว 9 ล้านบาท ส่วนเครือข่ายอื่นๆ มีกิจกรรมจำหน่ายผลผลิตรองรับต่อเนื่อง เช่น ถนนคนม่วน ถนนคนเดิน ตลาดดอยตอง ตลาดศิริกรณ์ ฯลฯ ปัจจุบันโครงการยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายจนมีอยู่รวมกัน 300 กลุ่มแล้ว และได้คัดเลือกเฉพาะ 30 ชุมชน เพื่อเป็นต้นแบบในครั้งนี้ สำหรับขับเคลื่อนให้ จ.เชียงราย เป็นเมืองที่มีการนำเรื่องของอาหารมาเป็นสิ่งนำร่องเพื่อนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ทั้งขั้นต้นน้ำคือ เกษตรกรผู้ผลิต กลางน้ำคือ ผู้ประกอบการต่างๆ และผู้บริโภคที่จะได้รับความปลอดภัย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพและการท่องเที่ยวของจังหวัดได้ในที่สุด
201603241320571-20021028190531
นายกิตติกล่าวด้วยว่า สาเหตุที่เชียงรายขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องเพราะนอกจากจะเป็นเมืองการเกษตรและการท่องเที่ยวแล้ว ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขยังเผยว่าคนไทยป่วยตายด้วยโรคมะเร็งปีละกว่า 60,000 คน เพราะบริโภคไม่ปลอดภัยโดยพบว่าผักมีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานยุโรปถึง 30-40% และมีการเกษตรอินทรีย์เพียงแค่ 0.1% ของทั้งหมดด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ที่สำคัญคือพันธุ์ผักและพืชไร่อยู่ในมือกลุ่มทุนแค่ 3-4 บริษัท สินค้าปลีกที่เกี่ยวข้องอยู่ในร้านสะดวกซื้อกว่า 75% และมีอิทธิพลต่อการบริโภคของคนรุ่นใหม่มาก ขณะที่ผู้บริโภคต่างก็พบสารพิษในเลือดจากสังคมเช่นนี้กว่า 32% เพราะประเทศไทยนำเข้าสารเคมีประเภทยาฆ่าหญ้ามากเป็นอันดับ 4 ของโลกและยาฆ่าเชื้อรามากเป็นอันดับ 5 ของโลก
“ที่น่าสนใจคือแม้เราจะเป็นเมืองเกษตรแต่กลับนำเข้าผักจากจีนผ่านมาทาง อ.เชียงของ ปีละกว่า 1,282 ล้านบาท และผลไม้ 857 ล้านบาท สินค้าเหล่านี้เมื่อนำเข้ามาแล้วก็ส่งไปตลาดตลาดไทอย่างรวดเร็ว ต่อมาเมื่อทางสาธารณสุขสุ่มตรวจผลไม้และพืชผักต่างๆ ในตลาดก็พบว่ามีปืนเปื้อนสารเคมีมากมายโดยมีอยู่ 9 อันดับที่น่ากลัว แม้แต่คนเชียงรายเองทางจังหวัดเคยตรวจเลือดข้าราชการจำนวน 85 คน พบว่ามีปนเปื้อนหมดและอยู่ในขั้นไม่ปลอดภัยถึง 30 คน” นายกิตติกล่าว และว่า สำหรับชาวเชียงรายที่สุ่มตรวจ 299 คน พบมีคนปกติแค่ 15 คน และมีกลุ่มที่มีสารเคมีในเลือดแล้วไมปลอดภัยถึง 57 คนและมีความเสี่ยง 121 คน ดังนั้นโครงการนี้จึงมีการสร้างเครือข่ายผู้ผลิต ช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า สร้างเครือข่ายร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ เพื่อใช้ผลผลิตที่ปลอดภัย มีเครือข่ายผู้บริโภคและนำไปสู่การที่เชียงรายเป็นเมืองการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ในที่สุดดังกล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ยิ่งกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์
บทความถัดไปต้องพิสูจน์! Batman v Superman ไม่ถูกใจนักวิจารณ์แต่ไม่ห่วยอย่างที่คิด