เมื่อวันที่ 29 มกราคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณีนายณฐาภพ บุญทองโท อายุ 51 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าตองท่าเนินสามัคคี อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับน้องบี (นามสมมุติ) นักเรียนหญิงชั้น ม.2 อายุ 14 ปี ของโรงเรียนดังกล่าว โดยมีหลักฐานข้อความแชตไลน์ในโทรศัพท์มือถือหวานซึ้ง โดยฝ่ายนักเรียนใช้สรรพนามเรียกผู้อำนวยการว่า “ที่รัก” และผู้อำนวยการเรียกนักเรียนว่า “เมีย” ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครราชสีมา (สพป.นม.) เขต 6 สั่งย้ายด่วนนายนฐานภพไปช่วยราชการที่ สพป.นม.6 ว่า เรื่องนี้เอาจริง ไม่ต้องห่วง ทาง พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.ตรวจสอบข้อมูลอยู่เป็นระยะ แต่ตนยังไม่ได้รับรายงานรายละเอียด แต่การที่ผู้อำนวยการโรงเรียนมีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถือว่ามีความผิดอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังมีเรื่องความเหมาะสม และยังมีเรื่องจรรยาบรรณ ซึ่งระดับนี้ต้องรู้ตัว ถ้าไม่รู้ตัวก็จะมีคนช่วยให้รู้ตัว ต้องลงไปจัดการ
“ล่าสุดทราบว่าสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ลงไปตรวจสอบคู่ขนานด้วยแล้ว ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ผ่านมาเวลามีปัญหา คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างเดียว แต่หลายเรื่อง เกี่ยวข้องกับจริยธรรม เป็นเรื่องมาตรฐานวิชาชีพครู ซึ่งต้องตั้งสอบวินัยอย่างร้ายแรง ไม่ต้องห่วงยุคนี้ เอาจริงแน่นอน” นพ.ธีระเกียรติกล่าว
พล.ท.โกศล กล่าวว่า เท่าที่ทราบเบื้องต้น ทาง สพป.นม.เขต 6 ต้นสังกัด ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงนายณฐาภพแล้ว และขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งขอกล่าวหานายณฐาภพแล้วเช่นกัน
ด้านนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำมาตรฐานการเฝ้าระวังป้องกันเหตุใช้ความรุนแรงและแนวทางการปฏิบัติกรณีที่เกิดเหตุการณ์กระทำความรุนแรงต่อนักเรียนในสถานศึกษาของ สพฐ.ว่า หลังเกิดเหตุบุคลากรทางการศึกษา ครู และนักเรียน ถูกกล่าวหาว่ามีความประพฤติไม่เหมาะสม กระทำความรุนแรงกับนักเรียนทั้งร่างกาย และจิตใจ อาทิ กรณีผู้อำนวยโรงเรียนใน ต.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา มีพฤติกรรมเชิงชู้สาวกับนักเรียน ม.2 หรือกรณีที่รุ่นพี่ ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชุมพร ลวงนักเรียนชั้น ม.1 ไปล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องจัดทำมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุใช้ความรุนแรง และแนวทางปฏิบัติเพื่อลดปัญหาอย่างยั่งยืน ที่ประชุมได้ทบทวนถึงมาตรการ กฎเกณฑ์ หรือกฎระเบียบ ตลอดจนข้อสั่งการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ออกกฎมาตั้งแต่ปี 2550 ผ่านมา 10 ปี มาตรการบางอย่างอาจต้องเปลี่ยน เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง การหาข้อมูลข่าวสารรวดเร็วขึ้น
นายบุญรักษ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สพฐ.วางหลักไว้ว่าหลังเกิดเหตุ ผู้อำนวยการ สพท.ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ และรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการมาที่ตนทันที โดยไม่ต้องรอตั้งคณะกรรมการการสืบสวนข้อเท็จจริง เพราะอาจล่าช้า ส่วนข้อสั่งการเรื่องการสืบสวนข้อเท็จจริง เดิมกำหนดให้ดำเนินการสืบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน แต่ปัจจุบันทำได้รวดเร็วกว่านั้น แต่ที่ประชุมขอให้ยึดตามกรอบเดิม เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
“การทบทวนมาตรการครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปเรื่องของภัยที่เกิดแก่บุคคล ที่เป็นภัยคุกคามแก่เด็ก ซึ่งมีภัยจากเรื่องทางเพศ ความรุนแรงที่เกิดจากผู้ใหญ่กระทำต่อเด็ก ครูลงโทษเด็ก ความรุนแรงของเด็กและเด็ก และการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ โดยจะทำงานร่วมกับครู นักเรียน ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งมีข้อมูลเรื่องเด็ก มาร่วมระดมความคิดเห็นในการกำหนดมาตรการใหม่ เพื่อปรับมาตรการให้ทันสมัย โดยจะเน้นเรื่องการป้องกัน ป้องปราม และลงโทษผู้กระทำผิดโดยเร็วที่สุด” นายบุญรักษ์ กล่าว
นายบุญรักษ์กล่าวต่อว่า ต่อไปการแก้ไขปัญหาเด็กจะไม่ดูเป็นรายกรณีเช่นที่ผ่านมา แต่จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญคือวิธีในการดูแล ช่วยเหลือ หรือฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก จะมอบภารกิจให้ผู้อำนวยการ สพท.ไปสำรวจสภาพปัญหาของเด็กในแต่ละพื้นที่ รวมถึง วิธีการเข้าถึงเด็ก และวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละโรงเรียน หรือแต่ละพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน สพฐ.จะเร่งหานักจิตวิทยามาประจำให้ครบทุกเขตพื้นที่ฯ ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 26 เขต จาก 225 เขต และพัฒนาครูทุกคนให้เข้าใจ และรับมือในการดูแลเด็กได้ทันท่วงที รวมถึง เร่งพัฒนาระบบการแนะแนว ครูแนะแนว ศึกษานิเทศก์เข้าไปในโรงเรียน ทำความเข้าใจแก่เด็ก ให้เด็กรู้สึกมีตัวตน เห็นคุณค่าในตัวเองด้วย ทั้งนี้ เมื่อจัดทำแผนมาตรการเรียบร้อย จะเสนอให้ นพ.ธีระเกียรติ พิจารณาต่อไป

