จากกรณีที่นายจูเซปเป้ เดอ สเตฟานี่ อายุ 62 ปี สัญชาติอิตาลี ถูกฆ่าและนำศพมาเผายางที่บริเวณอ่างเก็บน้ำ บ้านบึงทับจั่น หมู่ที่ 3 ต.แหลมรัง อ.บึงนางราง จ.พิจิตร เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บึงนาราง สืบพิจิตร และสืบภาค 6 ได้ปิดล้อมและจับกุมตัวนางรุจิรา เอี่ยมละม้าย อายุ 37 ปี และนายอาโมรี ริโก 34 ปี ชาวฝรั่งเศส ได้ที่สวนลำไยแห่งหนึ่งในพื้นที่รอยต่อของอำเภอวังเจ้า จ.ตาก และอำเภอโกสัมพีนคร จ.กำแพงเพชร จากนั้นได้ควบคุมตัวมายัง สภ.บึงนาราง เพื่อขยายผลการสอบสวน ตามที่เป็นข่าวไปแล้ว
ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 30 มกราคม 2561 พ.ต.อ.ชัยเสถียร มณีจักร ผกก.สภ.บึงนาราง จ.พิจิตร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน รับเงินรางวัลนำจับ 1 หมื่นบาท จากนายสมบัติ พุทธสอน คณะกรรมการตำรวจ สภ.บึงนาราง จ.พิจิตร โดยนายสมบัติเปิดเผยว่า ในพื้นที่อำเภอบึงนาราง ไม่เคยเกิดเหตุอุจฉกรรจ์แบบนี้เลย ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรก ในฐานะคณะกรรมการโรงพัก ได้นำเงินสดส่วนตัวมามอบให้กับทางตำรวจ สภ.บึงนางราง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานของตำรวจ จนจับกุมตัวคนร้ายได้ ซึ่งก็มีอีกหลายท่านที่จะมอบเงินรางวัลนำจับให้กับทางตำรวจ
จากนั้นเวลา 10.30 น. ตำรวจชุดจับกุม ได้นำตัวนางรุจิรา และนาอาโมรี ผู้ต้องหาฆ่าเผายางนายจูเซปเป้ ไปสอบปากคำเพื่อขยายผลและไปชี้จุดเกิดเหตุ พร้อมทั้งทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 5 จุด คือ ที่หมู่ที่ 3 ต.แหลมรัง เป็นจุดเผานั่งยาง จุดที่ 2 ที่บริเวณหมู่บ้านแหลมรัง จุดนี้นางรุจิรา และนายอาโมรี ได้ไปซื้อน้ำมันเบนซิน จุดที่ 3 ที่บริเวณคันคลองชลประทาน หมู่ที่ 6 ต.แหลมรัง เป็นจุดที่นายจูเซปเป้ รวมทั้งนายอาโมรีและนางรุจิรา ไปพูดคุยและตกลงกัน และเป็นจุดที่ใช้มีดฟัน จุดที่ 4 คือ ที่บ้านเลขที่ 134 ซึ่งเป็นบ้านของนางรุจิรา ซึ่งจุดนี้นายอาโมรี ได้นำรถยนต์เก๋งที่ใช้ก่อเหตุนำไปล้างคราบเลือด จุดที่ 5 คือ ที่บ้านเช่าของนายอาโมรี ที่ตำบลทุ่งใหญ่ ซึ่งนางรุจิรา ไปรับนายอาโมรี ซึ่งทั้ง 5 จุด มีประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
พ.ต.อ.ชัยเสถียร เปิดเผยว่า จากการสอบสวนในเบื้องต้นนั้น นางรุจิรา ให้การรับสารภาพว่า วันที่เกิดเหตุ คือวันที่ 18 มกราคม 2561 นางรุจิรา พร้อมด้วยนายอาโมรี ได้ขับรถไปรับนายจูเซปเป้ที่บ้านของนางรุจิรา ที่บ้านเลขที่ 134 เพื่อตกลงกันระหว่างนายจูเซปเป้ และนางรุจิรา แต่นายจูเซปเป้ไม่ยอม โดยพูดว่า ซื้อนางรุจิรามาแล้ว 1 แสนบาท จะทำอะไรกับนางรุจิราก็ได้ จากนั้นได้มีการโต้เถียงกัน จนเป็นเหตุให้นายอาโมรี ใช้มีดฟันไปที่ศีรษะของนายจูเซปเป้ 2 ครั้ง จนแน่นิ่งและเสียชีวิต จากนั้น ได้ช่วยกันนำศพใส่รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีขาว หมายเลขทะเบียน กค-1374 สมุทรสงคราม รอจนค่ำ แล้วนำศพของนายจูเซปเป้ ไปเผายางที่บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านบึงจั่น จนกระทั่งในตอนเช้านางรุจิรา และนายอาโมรี ได้ช่วยกันล้างคราบเลือดของนายจูเซปเป้ ที่ติดในรถ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว จากนั้นได้หลบหนีไป
ทางด้านนางรุจิรา ให้การรับสารภาพว่า คนที่ลงมือฆ่านายจูเซปเป้ คือ นายอาโมรี เพราะทนเห็นนายจูเซปเป้ ตบตีตนเองไม่ไหว จึงใช้มีดฟันนายจูเซปเป้ที่ศีรษะ จนแน่นิ่งและเสียชีวิต ซึ่งวันที่เกิดเหตุ นายจูเซปเป้ ได้เรียกให้ตนไปรับที่บ้าน เพื่อตกลงกัน ว่าจะเลือกใคร จากนั้นได้มีปากเสียงกันระหว่างตนกับนายจูเซปเป้ ซึ่งนายจูเซปเป้ ได้ลงมือตบตีตน จนนายอาโมรีทนไม่ได้ ได้คว้าเหล็กตีที่ศีรษะจนเสียชีวิต
นางรุจิรา เผยอีกว่า อดีตที่ผ่านมานายจูเซปเป้อดีตสามี อยากมีลูกกับตนเอง เพราะที่ผ่านมานั้น นายจูเซปเป้มีลูกชายที่เกิดจากเมียเก่าที่อิตาลีคือนายลูก้า จนตนเองตั้งท้องได้ 4 เดือน นายจูเซปเป้ จึงได้โทรไปเล่าเรื่องที่ตนเองท้องกับนายลูก้า แต่นายลูก้า ลูกชายคนตายไม่รับเด็กในท้องเป็นน้อง จนตนเองและนายจูเซปเป้ มีปากเสียงกันรุนแรง และนายจูเซปเป้ ได้ขอเลิกกับตน และบินกลับประเทศ ตนจึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สงเคราะห์ที่กรุงเทพฯ เพื่อเอาเด็กออก
นางรุจิรา เผยอีกว่า จากนั้น ตนเองได้คบหากับนายอาโมรี และอยู่กินกันแบบสามีภรรยา ซึ่งก็ไม่ทราบว่านายอาโมรีนั้นติดแบล็คลิสต์เข้าประเทศไทยไม่ได้ จนกระทั่ง นายจูเซปเป้ ได้ติดต่อกลับมา เพื่อขอคืนดี และส่งเงินมาให้ใช้ หลังจากที่เลิกกันไปแล้ว ซึ่งตนก็ไม่ได้บอกกับนายจูเซปเป้ ว่ามีสามีใหม่ จนกระทั่งนายจูเซปเป้ ได้บินกลับมาที่เมืองไทย และเห็นตนกับนายอาโมรีอยู่ด้วยกัน จึงมีปากมีเสียงกัน ซึ่งตนได้หนีไปอยู่บ้านอีกหลังกับนายอาโมรี จนกระทั่ง นายจูเซปเป้ ได้โทรมาขอพูดคุยและเจรจาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าว
นางรุจิรา เผยอีกว่า ที่ผ่านมานั้น ตนทรมานเป็นอย่างมาก เนื่องจากนายจูเซปเป้นั้นชอบซาดิสต์ จับตนเองใส่กุญแจมือไขว้หลังเพื่อร่วมเพศ ซึ่งทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กัน นายจูเซปเป้ จะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จะใช้วิธีการแบบซาดิสต์มาโดยตลอด ส่วนสาเหตุที่เลิกกันนั้น มีหลายสาเหตุ คือทนพฤติกรรมซาดิสต์ของนายจูเซปเป้ไม่ไหวและนายจูเซปเป้ไม่รับผิดชอบที่ตนท้อง และบินกลับประเทศโดยไม่รับผิดชอบอะไร
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มอีกว่า ที่ผ่านมา นายลูก้า เดอ สเตฟานี อายุ 33 ปี ลูกชายของนายจูเซปเป้ ผู้ตายได้เดินทางมาดูศพ และข้าวของเครื่องใช้ของนายจูเซปเป้ ผู้เป็นพ่อ ซึ่งได้ใส่อารมณ์เกรี้ยวกราดกับตำรวจและนักข่าว โดยหาว่าทางตำรวจทำงานล่าช้า จับกุมตัวคนร้ายไม่ได้ นอกจากนี้ยังพูดจาหยาบคายใส่ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นควายบ้างโง่บ้าง นอกจากนี้ที่ผ่านมา นายลูก้าได้ยืมรถตำรวจ สภ.บึงนาราง ไปที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อของบางอย่าง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจแอบตามไป ซึ่งเมื่อนายลูก้าเห็น ถึงกลับทุบกระจกรถตำรวจที่ยืมไปซื้อของ จนกระจกรถแตก ซึ่งนายลูก้า ได้ชดใช้ค่าเสียหาย(กระจกรถ)เป็นเงิน 6,000 บาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ติดใจเอาความ เพราะเห็นว่านายลูก้า อยู่ในอาการแค้นและเศร้าที่พ่อถูกฆ่าเสียชีวิตในครั้งนี้
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนกำลังขยายผลการสืบสวน ว่า เบื้องหลังการฆาตกรรมนายจูเซปเป้ในครั้งนี้ มีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหรือไม่ ซึ่งนางรุจิรา ยังปิดปากเงียบ และรับสารภาพว่า นายอาโมรี นั้นลงมือฆ่าเพียงคนเดียว


