“อาจารย์ชา”ลั่นยุติความคิดเป็นศาสดา ไม่ตั้งศาสนาใหม่ขอเป็นคนปกติธรรมดา ส่วนชุดที่ดูแปลกเพราะบนบานไว้ต้องทำตาม แจงซื้อที่ดินแค่ 36 ไร่ส่วนที่เห็นปรับถางเพิ่มต้องการค้าที่ดิน ด้านคณะจนท.ลงพื้นที่วัดพิกัดที่ดินเพื่อตรวจสอบในแปลงภูขี้ไก่ที่เตรียมถูกเพิกถอนโฉนดหรือไม่
เวลา 10.30 น.วันที่ 31 มกราคม ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ คณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วยฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ป่าไม้และที่ดินในเขตพื้นที่อ.หล่มเก่า โดยมีนายภาคภูมิ ภูมี ปลัดอาวุโสอำเภอหล่มเก่าเป็นประธาน ได้เชิญนายอนัตต์ณังธะโคตร ญาณ์ธนโชติ หรือ“อาจารย์ชา”และภรรยา นำเอกสารโฉนดที่ดินบริเวณหมู่ที่ 5 ต.หล่มเก่า ที่นำรถแทรกเตอร์เข้าไถถากถางปรับพื้นที่บริเวณเนินและภูเขาหลายสิบลูก จนถูกชาวบ้านร้องเรียนว่าเป็นบุกรุกการบุกรุกป่าสมบูรณ์และป่าต้นน้ำป่าสัก นอกจากนี้ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นอยู่ในแปลงภูขี้ไก่ที่กรมที่ดินกำลังพิจารณาเพิกถอนโฉนดหรือไม่ ทั้งนี้ทางตัวแทนป่าไม้ระบุว่าที่ดินที่อยู่ระหว่างตรวจสอบมี 57 แปลงโดยที่อ.หล่มเก่ามี 46 แปลงและที่อ.หล่มสักมี 11 แปลงเนื้อที่กว่า 1,500 ไร่ อย่างไรก็ตามต้องลงพื้นที่ตรวจสอบพิกัดก่อนว่าที่ดินเนินเขาที่มีการปรับถางในเวลานี้อยู่ในแปลงเหล่านี้หรือไม่ ในขณะที่ตัวแทนที่ดินก็ยืนยันว่ายังไม่สามารถชี้ชัดได้เช่นกัน
นายอนัตต์ณังธะโคตรชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงคือที่ดินแปลงนี้มีแค่เพียง 34 ไร่ โดยตกลงกับทางเจ้าของที่ดินไว้ไร่ละ 60,000 บาท แต่ยังไม่ได้ซื้อขายเพียงแต่วางมัดจำไว้แค่ 200,000 บาท แต่เนื่องจากทางเจ้าของมีที่ดินหลายแปลงจึงจะติดต่อขายให้โดยตกลงจะนำส่วนต่างมาทยอยผ่อนให้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทำให้เพิ่งรู้ว่าที่ดินแปลงนี้มีปัญหาก่อนหน้านี้เห็นว่ามีโฉนดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ ณ ตอนนี้หากการตรวจสอบจะมีขบวนการอย่างไรก็พร้อมรับและคงต้องหาที่ดินใหม่ ส่วนเรื่องราวที่มีการเข้าใจกันว่าจะมาตั้งสำนักโน้นสำนักนี้ไม่ใช่ ขอรับรองว่าไม่ใช่ แต่การแต่งกายในชุดที่เห็นนี้เพราะบนบานไว้หลังจากลูกเกิดอุบัติเหตุและเมื่อรอดมาได้ ก็เลยไปบวชแต่ก็เกิดปัญหามากมายจึงสึกออกมา แต่ก็ยังกังวลเรื่องที่บนบานไว้ก็เลยไปออกแบบมาอย่างชุดที่ใส่พอสังคมเห็นก็ดูแปลกๆตา
“ส่วนเรื่องที่จะเป็นพระศาสดาและสำนักอะไรคือจบไปแล้ว ตอนที่อยู่จ.ระนองอาจจะมีเค้าโครงอยู่ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเราก็เลยคิดว่าอะไรที่เกิดปัญหาอย่าไปทำก็เลยยกเลิกออกไปหมด และเมื่อมาอยู่น้ำหนาวก็ไม่ได้ทำอะไรเลยจนมาถึงตอนนี้ก็ไม่เลยทำอะไรเลยไม่ว่าพูดเรื่องธรรมะก็ไม่ทำอยู่กับแบบปกติและขอให้ทุกคนเข้าใจว่าที่มาอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนประชาชนหรือชาวบ้านคนหนึ่งที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพตัวเอง”นายอนัตต์ณังธะโคตรกล่าวและว่า หากที่ดินแปลงนี้ต้องถูกยึดคืนหรือเพิกถอนก็ยินดีจะออกแต่ความจริงก็คือจ่ายไป 200,000 บาทไม่ได้ทำสัญญาอะไรกัน แต่หากวันไหนทุกอย่างเรียบร้อยก็จะจ่ายให้และขอเป็นพลเมืองที่นี่และอยู่ตามวิถีรวมทั้งพร้อมจะทำตามขนบธรรมเนียมของคนที่นี่
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมทางทหารฝ่ายความมั่นคง ยังสอบถามย้ำถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งลัทธิหรือศาสนาใหม่ รวมทั้งเป็นกังวลในเรื่องกิจกรรมการเผยแพร่แก่เหล่าสาวก ซึ่งนายอนัตต์ณังธะโคตรกล่าวย้ำชี้แจงเพิ่มเติมว่า ด้วยความสัตย์จริงขอให้ฝ่ายความมั่นคงไม่ต้องกังวลและขอรับประกันได้เลยว่าจะไม่มีการทำแบบนั้นโดยเด็ดขาด จะขออยู่แบบปกติไม่มีลัทธิไม่มีเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเข้ามายุ่งเกี่ยว จะขอประกาศตัวเลยว่าขอเป็นบุคคลธรรมดาและประกาศผ่านสื่อมวลชนด้วยว่า ที่ทุกคนคิดว่าจะเป็นศาสดาเป็นลัทธิศาสนาพุทธะธรรมชาติให้เลิกคิดเลยจะไม่มีเรื่องอย่างนี้ ขอเป็นคนธรรมดาเป็นคนปกติหาเช้ากินค่ำทั่วไป ส่วนการก่อสร้างก็เป็นแค่การเสนอไอเดียให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแผนการตลาดที่จะเสนอขายที่ดินเท่านั้น
ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ไปยังที่ดินเนินเขา หมู่ 5 ที่นายอนัตต์ณังธะโคตรถือโฉนดครอบครอง โดยมีนายปณิธาน ชวาลสันตติ เจ้าของที่ดินร่วมด้วย โดยพบว่านอกจากที่ดิน 34 ไร่ 2 งาน 45 ตารางวาของนายอนัตต์ณังธะโคตรแล้ว ยังมีที่ดินรอบๆซึ่งเนินเขาและภูเขาเช่นเดียวกันถูกรถแทรกเตอร์ถากถางไถปรับพื้นที่จนโล่งเตียน ซึ่งนายประจักษ์ มิยา หัวหน้าหนวยป้องกันรักษาป่าที่ พ.ช.18(น้ำชุน)พร้อมเจ้าหน้าที่ นำอุปกรณ์ตรวจสอบพิกัดตำแหน่งทางดาวเทียมตรวจสอบค่าพิกัด GPS แนวเขตที่ดินรอบแปลงทั้งหมดที่ถูกเครื่องจักรปรับถางจนโล่งเตียน โดยตรวจวัดพื้นที่ได้จำนวน 306 ไร่ 80 ตารางวา ซึ่งนายประจักษ์แล้วว่าจะนำค่าพิกัดเหล่านี้กลับไปตรวจสอบก่อนว่าที่ดินเหล่านี้อยู่ในเขตภูขี้ไก่ที่อยู่การระหว่างการตรวจสอบหรือไม่


