เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมโครงการพาคนกลับบ้าน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา ที่มีหมายในคดีความมั่นคง เกิดความหวาดระแวง ไม่สามารถใช้ชีวิตในภูมิลำเนาหรือหลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีโอกาสกลับมาต่อสู้ตามแนวทางที่สันติ อยู่ร่วมกับครอบครัวอย่างมีความสุข ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ โดยจะมีการจัดโครงการกิจกรรม คืนความรักสู่ครอบครัว บริเวณค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ ว่า จะมีผู้ที่หลงผิดไม่ว่าผลจากการกระทำใดๆ ก็ตาม ก็จะกลับเข้ามาร่วมใจทำเพื่อแผ่นดินไทยอีกครั้ง ทางการจะเข้าไปดูแลเรื่องอาชีพการงาน เข้าไปพัฒนาอบรมแรงงาน กลับไปอยูกับครอบครัว ยกเว้นพวกมีหมาย ป.วิอาญา ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป
สำหรับคนที่หลงผิดเมื่อเข้ามารายงานตัวในครั้งแรกจะมีขั้นตอนดูแล ทำการปลดเปลื้องพันธะทางจิตใจ แล้วเข้าสู่โครงการการประชาร่วมใจ ให้ผู้นำทางศาสนาเข้ามาให้ความรู้ เปลี่ยนความคิดความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นมีการปลดเปลื้องพันธะทางกฎหมาย สำหรับผู้ที่ไม่มีหมาย ป.วิอาญา เจ้าหน้าที่จะแจ้งส่วนราชการเกี่ยวกับการขึ้นบัญชีบุคคลที่กระทำผิดไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองตรวจคนเข้าเมือง เพื่อปลดชื่อออกมา ตามที่แม่ทัพภาคที่ 4 เคยให้นโยบายไว้จะนำคนที่เคยเป็นโจรจีนคอมมิวนิสต์สมัยก่อนปัจจุบันกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยแล้ว เข้ามาช่วยอธิบายให้บุคคลที่หลงผิดรวมทั้งครอบครัวเหล่านี้ได้เข้าใจ

พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า ผู้ที่เข้ามารายงานตัวแล้วยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย ทางกองทัพภาคที่ 4 ได้จัดพื้นที่ให้พักและทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ที่ อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี มีการฝึกอบรมอาชีพและสถานที่พักพิงชั่วคราวให้ทั้งหมด เราคาดหวังคนที่กลับสู่สังคม มีส่วนรวมช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ มาเป็นพลเมืองดีของสังคม สร้างภูมิคุ้มกันให้หมู่บ้าน อย่าให้กลับไปเจอสิ่งร้ายๆ อีก
พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า การจัดกิจกรรม คืนความรักสู่ครอบครัว ตามโครงการพาคนกลับบ้าน ต้องการจะสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนได้เข้าใจ จะเรียกร้องหรือเชิญชวนให้ผู้เห็นต่างกลับเข้ามาพูดคุยและแสดงตนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เหมือนเป็นสะพานเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยในช่วงปี 2560-2561 มีตัวเลขบัญชีของผู้เข้าร่วมโครงการ เพิ่งมารายงานตัวใหม่ ประมาณ 200 คน ทาง กอ.รมน.ภ.4 สน. มีนโยบายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพาคนกลับบ้าน ประจำปี 2561 โดยให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงตัวจริงยุติการเคลื่อนไหวก่อเหตุ ตัดสินใจนำอาวุธปืนและยุทธภัณฑ์รายงานตัวเข้าโครงการ กลับมาสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน และร่วมกิจกรรม คืนความรักสู่ครอบครัว ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ที่ศาลาพิณประเสริฐ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

ทั้งนี้การจัดกิจกรรม คืนความรักสู่ครอบครัว พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ./รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นประธานในพิธี พร้อมพบปะผู้เข้าร่วมกิจกรรมและเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงาน เช่น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จัดนิทรรศการการติดตามควบคุมเมื่อกลับไปสู่ภูมิลำเนา ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดนิทรรศการการปฏิบัติงานที่สำคัญของหน่วย กรณีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วไม่สามารถกลับบ้านได้ อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดนิทรรศการการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ และบ้านสันติสุข เป็นต้น
สรุปยอดผู้ที่รายงานตัวเข้าโครงการพาคนกลับบ้าน การขับเคลื่อนโครงการประจำปี 2560-2561 มีผู้เห็นต่างจากรัฐเข้าโครงการ จำนวน 288 ราย แยกเป็นปี 2560 จำนวน 127 คน ปี 2561 จำนวน 161 คน นอกจากนั้นยังมีการอบรมโครงการประชาร่วมใจทำความดีเพื่อแผ่นดิน จำนวน 130 ราย สมัครใจถอนซูมเปาะห์ จำนวน 37 คน, การปลดเปลื้องพันธะทางกฎหมาย หมาย ป.วิฯอาญา มอบตัว และประกันตัวเรียบร้อยทั้ง 48 คน สำหรับหมาย พ.ร.ก. อยู่ระหว่างการดำเนินการของคณะกรรมการ 3 ฝ่าย, การตรวจร่างกายและการเก็บสารพันธุกรรมดีเอ็นเอ ดำเนินการแล้ว 130 ราย คงเหลือ 31 ราย, การซักถาม ดำเนินการแล้ว 101 คน คงเหลือ 60 คน นำไปสู่การปฏิบัติการทางทหาร 7 ครั้ง ตรวจพบอาวุธปืน 30 กระบอก และยุทธภัณฑ์ 17 รายการ, การอบรมอาชีพพัฒนาคุณภาพชีวิต การอบรมวิชาชีพ/การพัฒนาคุณภาพชีวิต (130 คน) ได้แก่ เลี้ยงโค 111 คน, เลี้ยงแพะ 4 คน, เลี้ยงปลาดุก 4 คน, เลี้ยงเป็ด 2 คน, ปลูกผัก 7 คน, ตัดผม 2 คน และการกลับภูมิลำเนา ยืนยันกลับได้ทั้ง 161 คน แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

นางนิสาบารียะห์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี พักอยู่กับครอบครัวที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส สามีต้องคดีหมายความมั่นคง 2 หมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 1 หมาย และเป็นคนที่ติดต่อกับ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 และนำเฮลิคอปเตอร์ไปรับกลับเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน
นางนิสาบารียะห์กล่าวว่า ตอนที่ไปหลบซ่อนในป่าเขาที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ทำงานหาเลี้ยงชีพลำบากมาก ทำงานโดนเบี้ยวค่าจ้างตลอด มีกินบ้างไม่มีกินบ้าง เพราะเรากับสามีเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย เวลาตำรวจมาเลเซียมาตรวจต้องหนีหลบๆ ซ่อนๆ บางครั้งแอบกลับมาบ้านที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มาขอเงินแม่บ้านไปใช้ ตอนนั้นหลบไปอยู่ที่กลันตันนับสิบปี และพอมีลูก 2 คน ก็ต้องยอมทำงาน 3 อย่างในเวลาไล่กัน ช่วงเช้ามืดไปกรีดยางให้ชาวบ้าน เช้ามาก็ไปทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง ตกเย็นไปขายของ
“สภาพความเป็นอยู่เป็นแค่ที่พักไม่ใช่บ้าน อยู่บนป่าเขา ไม่มีห้องน้ำ ไปอาบน้ำตามลำคลอง กระทั่งมีโอกาสดูข่าวเรื่องโครงการพาคนกลับบ้าน เห็นหลายคนกลับมาอยู่อย่างมีความสุข แล้วเราล่ะ ลูกก็ถามเรื่องนี้ทำไมเราไม่กลับบ้าน เราตอบไม่ได้ เลยดั้นด้นหาเบอร์ติดต่อ ก่อนโทรไปหาเจ้าหน้าที่ทหาร มาถึงวันนี้ทั้งครอบครัว พ่อแม่ลูกกลับมาอยู่ที่เมืองไทยอีกครั้ง มีความสุขแล้ว ไม่ต้องอายคำกล่าวหาที่ว่าเป็นคนร้าย ไม่ต้องกลัว ภาคภูมิใจที่ลูกดีใจได้กลับมาเรียนหนังสือ กระบวนการยุติธรรมก็ว่ากันไป ทางการให้วัวมาตัวหนึ่งเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม แล้วเข้าไปฝึกอาชีพ เนื่องจากถนัดเป็นช่างไม้กับสามี” นางนิสาบารียะห์ กล่าว
ด้านนายฮารง (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สามีของนางนิสาบารียะห์ กล่าวว่า ภูมิใจครับและดีใจที่แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดโอกาสให้แสดงความบริสุทธิ์ใจ ตอนนี้อยู่มีความสุข ก็จะมาซ่อมบ้านใหม่ให้เสร็จ ผมอยากให้เพื่อนๆ ที่หลบซ่อน ยังมีโอกาส อยากให้ติดต่อกลับมาเพื่อมาร่วมสร้างประเทศเพื่อสันติสุข
“เมื่อก่อนถูกเชื่อมโยงคดีเกี่ยวกับระเบิด เนื่องจากจบด้านเทคนิคการซ่อมวงจรเครื่องใช้ไฟฟ้ามา แล้วไปเปิดร้าน ต่อมามีเพื่อนจ้างให้ต่อวงจร โดยไม่รู้ว่าเอาไปใช้กับการก่อเหตุ พอมีคดีก็หนีเข้าป่า ก่อนจะตัดสินใจออกมาต่อสู้คดีระหว่างนั้นก็ถูกจำคุกรอศาลตัดสิน ติดประมาณ 3 ปี 6 เดือน ก่อนที่ศาลยกฟ้อง ผมเลยหันเข้ามาสู่โครงการพาคนกลับบ้าน เพราะมีครอบครัวแล้ว อยากทำให้ดีที่สุดเพื่อลูก ตอนนี้ทำเกษตรเป็นหลัก ปลูกผักกินเองขายเอง อยู่ตรงนี้ทำสบายใจกว่า ไม่ต้องไปคว้าในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผมชอบการเกษตร ทำแล้วสนุก ไม่ทำเน้นปริมาณ แต่ทำเท่าที่เหมาะสม ทำให้สบายใจ บางทีลูกมาช่วยทำผัก มีเงินใช้พอเพียง ไม่ให้ลูกมีปมด้อย อยากให้ลูกมีอนาคต ส่วนผมก็เรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนมา 3 ปีแล้ว” นายฮารงกล่าว

