นายธรรมรัฐ วงศ์โสภา รักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุกรณีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ก็ได้แจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบดูเอกสารในรูปคดี ถึงความถูกต้องของข้อกฎหมาย ว่ามีการอนุญาตเข้าพื้นที่โดยชอบหรือไม่ รวมทั้งข้อกฎหมายที่จะต้องตั้งข้อกล่าวหากับผู้ที่กระทำผิดในครั้งนี้ให้ครบถ้วน ซึ่งเรื่องนี้กรมอุทยานฯ ได้ตระหนักถึงเรื่องการดำเนินคดีเป็นเรื่องสำคัญ และจะต้องให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ส่วนเรื่องที่มีการจับกุมบุคคลผู้ที่มีชื่อเสียง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันเฉกเช่นประชาชนทั่วไป แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายธรรมรัฐกล่าวว่า ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขอชี้แจงว่าขณะที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการจับกุมก็ได้ตรวจสอบเพื่อหาหลักฐาน ซึ่งก็สามารถยึดได้ทั้งซากสัตว์ป่า รวมทั้งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเป็นจำนวนมาก และได้ทำบันทึกส่งพนักงานสอบสวน และต่อไปก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการทางด้านกฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นั้น จากนี้ไปก็จะมีหน้าที่ติดตามความคืบหน้าผลทางคดี ผลสำนวนที่ส่งถึงอัยการ จากนั้นติดตามผลการตัดสินของศาล และจะได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบต่อไปเท่านั้น
นายธรรมรัฐกล่าวว่า ขอยืนยันว่าตนไม่ได้อนุญาตให้กลุ่มบุคคลนี้เข้าไปเป็นกรณีพิเศษ หรือเป็นแขกวีไอพีตามที่มีกระแสข่าว ซึ่งโดยหลักการการเข้าไปภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น จะต้องมีการยื่นเรื่องเพื่อขออนุญาตไปที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ซึ่งเคสนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการยื่นเอกสารขออนุญาตเข้าพื้นที่ แต่ปรากฏว่าเอกสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงพิจารณาไม่ทันตามเวลาที่บุคคลดังกล่าวขออนุญาต ดังนั้น เคสนี้จึงไม่ได้มีการลงนามอนุญาตให้เข้าแต่อย่างใด ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้ว
นายธรรมรัฐกล่าวว่า ทั้งนี้ บุคคลใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ จะต้องเดินทางไปในเส้นทางที่ถูกต้อง ตามที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรได้กำหนดเอาไว้ และเมื่อเข้าไปจะต้องแสดงหนังสือการได้รับอนุญาตด้วย ซึ่งจากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ก็ทราบว่า การเข้าไปพบกลุ่มบุคคลเหล่านี้ครั้งแรกที่แคมป์พัก พบว่า เป็นจุดที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นเขตที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปตั้งแคมป์ เจ้าหน้าที่ก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนไป
ส่วนจะมีการลักลอบเข้าไปด้วยตนเองหรือไม่ ตรงนี้จะต้องเข้าไปพิสูจน์ทราบอีกครั้งหนึ่งว่าได้เข้ามาตามเส้นทางที่มีด่านตรวจอย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการขยายความจากการจับกุมกลุ่มบุคคลในครั้งนี้ ว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวผู้ล่าสัตว์กลุ่มนี้ เข้าไปในช่องทางที่ได้รับอนุญาตหรือไม่อย่างไร โดยจะต้องดำเนินการการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในเรื่องของการล่าสัตว์ป่าก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนประเด็นการเข้าไปในพื้นที่จะดำเนินการตรวจสอบอีกครั้งในภายหลัง และจนถึงขณะนี้ตนก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มผู้ที่ถูกจับกุมแม้แต่คนเดียว เพราะมันเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

