เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จัดกิจกรรม เอสซีจี รวมพลังจิตอาสา รักษ์น้ำ “จากภูผา สู่มหานที” โดยมีชุมชนเครือข่ายรักษ์น้ำ ทั้งจากลำปาง รวมทั้งระยอง ขอนแก่น และเยาวชนจิตอาสา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการบริหารการจัดการน้ำอย่างคึกคัก และได้ลงมือสร้างฝายชะลอน้ำ รวมทั้งชมความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำด้วย “สระพวง” ที่ชุมชนบ้านแพะสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง
ชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ และประธารคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี บอกว่า เอสซีจีได้น้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2550 ผ่านการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนให้เข้าใจการบริหารการจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง รวมทั้งเชื่อมพลังชุมชน และเปลี่ยนองค์ความรู้ของคนจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ คืนสมดุลสู่ระบบนิเวศ แก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมอย่างเห็นผลจริง ปัจจุบันเอสซีจีได้ร่วมกับชุมชน จิตอาสา ภาครัฐ และภาคเอกชน สร้างฝายชะลอน้ำไปแล้วกว่า 75,500 ฝาย โดยตั้งเป้าจะสร้างฝายในพื้นที่ต้นน้ำครอบคลุมทั่วประเทศให้ครบ 100,000 ฝาย ภายในปี 2563

โครงการของเอสซีจี เริ่มจากการแก้ปัญหาเรื่องไฟป่า โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลป่าด้วยการสร้างฝาย โดยเป็นความร่วมมือมือกับชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งฝายแห่งแรกเริ่มที่บ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง และค่อยๆ ขยายเครือข่ายการทำงานจากต้นน้ำ กลางน้ำสู่ปลายน้ำ
“วันนี้ การทำงานของเราไม่ได้เพียงเรื่องของป่าเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่กลายเป็นเรื่องของคน โดยมุ่งหวังที่การสร้างความรู้ความเข้าใจ อันจะนำไปสู่การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”
นายคงบุญโชติ กลิ่นฟุ้ง ผู้ใหญ่บ้านสาแพะ หมู่ 3 อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เล่าว่า เมื่อก่อนบ้านสาแพะนับว่าแห้งแล้งที่สุด ตอนที่ลุกขึ้นมาทำฝายแรกๆ ก็ทำเรื่อยเปื่อยเหมือนกัน แล้วค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้
ปัจจุบันการสร้างสระพวงในพื้นที่เชิงเขาได้ช่วยแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร การขุดสระเพื่อกระจายน้ำไปสู่พื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่สระแม่ขนาดใหญ่ ไปสู่สระลูกและสระหลานตามระดับความสูงของพื้นที่ ทำให้มีน้ำใช้ทำเกษตรกรรมได้ตลอดปี ยิ่งชุมชนปรับเปลี่ยนการทำเกษตรมาเป็นเกษตรปราณีตแบบใช้น้ำน้อย ยิ่งช่วยให้ชุมชนสร้างรายได้ได้มากขึ้น จุดเด่นของสระพวงคือ ความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนในการเสียสละที่ทำกินบางส่วน ยอมแบ่งที่ดินของตนเองมาใช้เป็นพื้นที่ขุดสระพวงเพื่อใช้น้ำร่วมกัน
“ตอนนี้บ้านสาแพะ มีสระพวง 7 สระ ทำให้มีน้ำใช้ทำการเกษตรได้ตลอดปี 30,400 ลบ.ม. ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 500 ไร่ สามารถทำการเพาะปลูกได้มากถึง 7 ครั้งต่อปี สร้างรายได้เฉลี่ยให้เกษตรกร 100,000 บาทต่อปีต่อราย เกิดรายได้รวมในชุมชนปี 2560 มากถึง 18 ล้านบาท”




