ความคืบหน้ากรณีนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรได้เข้าจับกุมตัวนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) นายยงค์ โดดเครือ นางนที เรียมแสน และนายธานี ทุมมาศ พร้อมของกลางปืนไรเฟิลติดลำกล้อง ขนาด 30.06 จำนวน 1 กระบอก ปืนไรเฟิลติดลำกล้องขนาด .22 มม.จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนลูกซองแฝดเบอร์ 20 จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 30.06 จำนวน 7 นัด กระสุนปืน ขนาด .22 มม.หัวทองแดง จำนวน 53 นัด กระสุนปืน ขนาด .22 หัวตะกั่ว 61 นัด กระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 20 จำนวน 4 นัด กระสุนปืนลูกซอง 2 แรงครึ่ง จำนวน 13 นัด กระสุนปืนลูกซอง 1 แรง จำนวน 4 นัด เข็มขัดบรรจุกระสุนปืนลูกซองแบบคาดเอว จำนวน 1 เส้น น้ำมันล้างปืน จำนวน 1 ขวด และซากเสือดำถูกชำแหละแล้ว 1 ตัว หนัก 10.6 กิโลกรัม(กก.) ไม่รวมหนังเสือ มีความยาวหัวถึงสะโพก 83 ซม. และหนังเสือดำที่ถูกชำแหละแล้ว จำนวน 1 ผืน หนัก 2.6 กก. ความยาวหัวถึงหาง 148 ซม. นอกจากนี้ยังพบซากไก่ฟ้าหลังเทา จำนวน 1 ตัว หนัก 0.6 กก. ซึ่งสัตว์ป่าทั้ง 2 ชนิดเป็นสัตว์ป่าประเภทสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกและนิติกร เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ รวม 9 ข้อหา ต่อมานายเปรมชัย กรรณสูต พร้อมพวก 4 คนได้ประกันตัวที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิ ด้วยวงเงินคนละ 150,000 บาท เพื่อออกมาต่อสู้คดี โดยนายเปรมชัยพร้อมพวกได้ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งเพิ่มข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน รวม 10 ข้อหา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ต.อ.พูนศักดิ์ ประเสริฐเมธ รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และได้ดำเนินการสอบปากคำเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แต่ส่วนใหญ่ได้สอบปากคำไปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 8 และ 9 ก.พ.ที่ผ่านมาได้เรียกเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯไปสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กทม. ในส่วนของนายเปรมชัย นายยงค์ นายธานี และนางนที ขณะนี้อยู่ระหว่างการนัดหมายเพื่อจะสอบปากคำ ซึ่งน่าจะมีการนัดหมายสอบปากคำภายในสัปดาห์หน้า แต่ก็ต้องประสานผ่านทางทนายความ และขึ้นอยู่กับว่าทางนั้นจะสะดวกวันไหน ส่วนสถานที่การสอบปากคำของบุคคลทั้งสี่ ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายว่าจะสอบปากคำที่ใด ต้องขึ้นอยู่กับความสะดวกด้วย ส่วนเรื่องเขม่าดินปืน รวมทั้งหลักฐานต่างๆ นั้น ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บวัตถุพยานจากเสื้อผ้าและตามร่างกายของผู้ต้องหาไปทั้งหมดแล้ว ยังคงเหลือเพียงแค่รอผลการพิสูจน์เท่านั้นว่าจะออกมาวันไหน แต่เจ้าหน้าที่จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งสำนวนถึงอัยการให้เร็วที่สุด เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน สำหรับการรวบรวมพยานหลักฐานอาจจะล่าช้าไปบ้าง เพราะต้องรอผลการพิสูจน์พยานวัตถุ เช่น ผลพิสูจน์พยานของกลาง หรือพยานวัตถุอะไรบางอย่าง ซึ่งผลอาจจะออกมาช้าได้ แต่เราก็จะพยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายได้เร่งรัดมาอยู่แล้ว
ถามว่าคดีนี้เป็นคดีที่มีกระแสสังคมค่อนข้างแรง เกรงว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่มี เพราะทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามหลักฐาน ซึ่งมันจะผิดจากข้อเท็จจริงไปไม่ได้ เพราะเมื่อพยานหลักฐานออกมาว่าอย่างไร ก็ต้องว่าไปตามนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจของเรานั้นมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน วิเคราะห์พยานหลักฐาน รวมทั้งสอบปากคำพยาน และส่งความเห็นส่งให้กับอัยการในส่วนที่ขาดก็ขึ้นอยู่กับอัยการ อัยการจะตรวจสอบว่าพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่นั้นครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ หากพร้อมอัยการก็จะมีคำสั่งฟ้องไป หรือหากไม่ครบอาจจะส่งเรื่องกลับมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้หาพยานวัตถุ หรือสอบปากคำพยานบุคคลเพิ่มเติม
ต่อข้อถามที่ว่ามีความหนักใจหรือไม่ที่เข้ามาทำคดีนี้ พ.ต.อ.พูนศักดิ์กล่าวว่า ไม่เคยหนักใจเลยเพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับพื้นฐาน คือยึดเอากฎหมายเป็นหลัก เราทำตามกฎหมาย เพราะกฎหมายให้อำนาจ ให้ขอบเขตเท่าไหร่ เราก็ทำตามนั้น ที่ผ่านมาตั้งแต่ทำคดีมาไม่เคยหนักใจ และไม่เคยมีปัญหา เพราะว่าสิ่งแรกที่เราต้องยึดถือนั่นก็คือกฎหมาย ถามว่ามาทำคดีผู้บริหารระดับบิ๊กของบริษัทอิตาเลียนไทยหนักใจหรือไม่ บอกเลยว่าไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แต่ที่ผ่านมาการทำคดีเจ้าหน้าที่ของเราไม่ได้ยึดตามกระแส แต่เราทำตามหลักฐานที่มีอยู่ คือในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาล หรืออัยการ แม้กระทั่งพนักงานสอบสวน คือมันต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ส่วนบุคคล 2.ตำแหน่งหน้าที่การงานที่เราต้องทำ ในส่วนบุคคลก็คือมันก็ต้องมีการพูดคุยกัน พูดเล่นแซวเล่นกันบ้าง มีการวิพากษ์วิจารณ์กันบ้าง ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อมาสวมบทบาทเป็นพนักงานสอบสวนแล้ว ก็ต้องทำตามหน้าที่กันไป ซึ่งก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องให้หนักใจ และถือว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาดูแลคดีนี้มีด้วยกัน 5-6 คน โดยไม่มีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ สำหรับอำนาจหน้าที่ตรงจุดนี้เขาให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ยกเว้นหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องอื่น ก็จะขอความร่วมมือกับหน่วยงานนั้นๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลืออีกทางหนึ่งด้วย

