หน้าแรก ภูมิภาค ผู้ว่าฯตรังทำ...

ผู้ว่าฯตรังทำหนังสือด่วนถึง ผู้การฯตรัง ทำคดี “ผู้ต้องหา”ข่มขืนเด็กหญิงชาวลาวด้วยความรอบคอบ

13.02.18 | 12:40 น.

ที่จังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 จากคดี นายวิทยา เก้าเอี้ยน (นายเบส) อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของนักการเมืองท้องถิ่น อ.ปะเหลียน ถูกตำรวจ สภ.ปะเหลียน จับกุมดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงชาวลาว อายุ 13 ปี และยังล่อลวงไปให้เพื่อน คือ นายกำพล สุนทรกิจจา (นายเบิร์ด) อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นเอเย่นต์ค้ายาบ้ารายใหญ่ในพื้นที่ข่มขืนกลางสวนยางพารา เพื่อแลกกับค่ายาเสพติดที่ติดค้าง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 – 18 มกราคมที่ผ่านมา


ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน โดยนายเบส ถูกตำรวจตั้ง 3 ข้อหาหนัก คือ พรากผู้เยาว์ ,ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปหญิง เพื่อค้าประเวณีหรือเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น ส่วนนายกำพล ซึ่งถูกขณะนี้อยู่ในเรือนจำจังหวัดตรัง เจ้าหน้าที่ได้อายัติตัว และแจ้งข้อหาเพิ่มคือ ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

ล่าสุด นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า วันนี้ตนได้มีหนังสือกำชับไปยังพล.ต.ต.สมพงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ให้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำคดีด้วยความรอบคอบและหาพยานหลักฐานให้สามารถเอาตัวคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ และจะได้ประสานเป็นการภายในกับอัยการด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ เป็นนโยบายระดับรัฐบาล คสช. ซึ่งตนก็จะได้รายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้ด้วย

นายศิริพัฒ กล่าวว่า จากคำให้การของเด็กหญิงผู้เสียหายก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่จะต้องมีหลักฐานอย่างอื่นมาประกอบด้วย เพื่อนำไปแสดงกับศาลให้เชื่อได้ ทั้งพยานแวดล้อม เอกสาร หลักฐานผลนิติวิทยาศาสตร์ จะทำให้เต็มที่ โดยจะไม่ทิ้งประเด็นเรื่องการค้ามนุษย์ เพราะเป็นนโยบายของ คสช.และประเด็นนานาชาติ

Advertisement

“เป็นเรื่องที่น่าอับอายถ้าขืนปล่อยให้คดีนี้หลุดไปเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก คนที่ทำคดีนี้จะต้องมีจิตสำนึก ทั้งนี้ หากจะไปดำเนินคดีกับใครเราจะต้องให้รอบคอบไม่ใช่ไปหลงในชั้นอัยการ หรือชั้นศาลอีก ดังนั้น คดีอาจจะไม่รวดเร็ว แต่จะต้องรอบคอบ เพราะนอกจากเป็นเรื่องสะเทือนใจที่เอาตัวเด็กไปขัดดอกแล้ว แต่ยังมีเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่า เช่น เรื่องการขู่ฆ่า พร้อมประนามคนที่อยู่ในวงการยาเสพติด แม้จะกระทำด้วยวิธีการใดก็ตาม เป็นเรื่องที่เลวทราม และจะต้องได้รับการแก้ไข สำหรับเด็กหญิงชาวลาว ขณะนี้ยังอยู่ในความดูแลของบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง จนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ” นายศิริพัฒ กล่าว