เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พล.ต.ต.ภานุเดช บุญเรือง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 5 นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 72/5 หมู่ 4 ต.สันผีเสื้อ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ของ น.ส.วิไลพร บานเย็น ภรรยาคนที่ 4 ของนายธัญเทพ โปรติ หรือ ป๋าดอย อายุ 52 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การบุกค้นและยึดทรัพย์ครั้งนี้ สืบเนื่องจากนายสุชาติ เทียนชัยพนา ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวพร้อมยาไอซ์ 560 กิโลกรัม และ ยาบ้า 708,000 เม็ด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนำยาเสพติดมาส่งที่บริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ย่าน ต.ฟ้าฮ่าม อ.เมืองเชียงใหม่ และจากการสอบปากคำ นายสุชาติรับสารภาพว่ารับจ้างนำยาเสพติดส่งผ่านระบบโลจิสติกส์จาก จ.เชียงใหม่ ไปให้ลูกค้าที่ภาคใต้ และซัดทอดว่านายธัญเทพ โปรติ หรือ ป๋าดอย อายุ 52 ปี และนายประพล หรือ ป๋าแดง คำนุง เป็นผู้บงการ เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานก่อนออกหมายจับนายธัญเทพ และนำหมายค้นเข้าตรวจค้นในพื้นที่หลายจุดที่เป็นบ้านพักของนายธัญเทพ และบ้านพักของภรรยา โดยปฎิบัติการตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้บุกค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด คือ หอพักธนกฤตเพลส เลขที่ 29/13 หมู่ 2 ต.ช้างเผือก ของ น.ส.วิไลพร บานเย็น และบ้านพักใน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่อายัดบ้านพร้อมที่ดิน อาคารหอพักพร้อมที่ดิน และรถยนต์ 4 คัน รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 50 ล้านบาท สำหรับนายธัญเทพ โปติ และนายประพล คำนุง ซึ่งหลบหนีไป เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย


ขณะที่ พล.ต.ต.ภานุเดช บุญเรือง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า หากสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ เชื่อว่าจะสามารถขยายผลถึงแหล่งพักและจุดบรรจุยาเสพติดก่อนนำส่งบริษัทโลจิสติกส์ได้ เนื่องจากนายสุชาติ ผู้ต้องหารายแรกที่จับกุมได้ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร สำหรับบริษัทขนส่งเอกชนรายดังกล่าวที่รับขนส่งยาเสพติด ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดในกระบวนการรับฝากพัสดุภัณฑ์ เพราะบริษัทขนส่งต้องอยู่ภายใต้กฎหมายยาเสพติดตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จากการตรวจสอบนายสุชาติระบุว่า ได้ฝากส่งยาเสพติดผ่านบริษัทดังกล่าวมาแล้ว 4 ครั้ง โดย 2 ครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2560 และเดือนมกราคมอีก 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีจำนวนหลาย 10 กล่อง แต่ปรากฏว่าเอกชนที่รับขนส่งกลับไม่ขอข้อมูลของผู้ฝากส่งและผู้รับปลายทาง โดยจะมีการรายงานให้ผู้บัญชาหารตำรวจภูธรภาค 5 ทราบต่อไป ขณะที่ตามกฎหมายหากปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของ ป.ป.ส.มีบทลงโทษ 3 ระดับ คือ ปรับตั้งแต่ 1–1.5 หมื่นบาท สั่งให้หยุดกิจการครั้งละไม่เกิน 15 วัน และสั่งถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ

